ประวัติบาบาอับดุลมาลิก ผู้ก่อตั้ง

สารบัญ

—————————————————————————————————————————————————————

คำนำ

 

แรกทีเดียวที่ข้าพเจ้าได้รับการบอกเล่าเรื่องราวจากปรีชา(ซากีย์) เริงสมุทร์ บุตรชายคนแรกของโต๊ะครูฮัจยีอับดุลมาลิก(ดำรงค์ เริงสมุทร์)เกี่ยวกับบิดาของเขาที่ปัจจุบันทรงสถานะบาบอผู้มากด้วยภูมิปัญญา เป็นโต๊ะครูผู้มากด้วยภูมิรู้ทางศาสนา เป็นผู้เฒ่าที่มากด้วยเรื่องเล่าอันมากล้นประสบการณ์ และเขายังเล่าให้ทราบความเป็นไปอย่างเล็กน้อยเกี่ยวกับการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ แรงทรัพย์และแรงปัญญาก่อตั้งโรงเรียนปอเนาะขึ้น (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

อินชาอัลลอฮ์…ตามความประสงค์ของพระเจ้า

บ่ายแก่ๆ 16 พฤษภาคม 2553 ,ยะมาดิลเอาวฺล-ยะมาดิลอาเครฺ 1431

เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาละหมาดดุฮ์ริมาไม่นาน แต่ดูเหมือนเสียงอึกทึกที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงสายก็ยังไม่เงียบลง แสงแดดที่แรงกล้าราวไฟฉายดวงใหญ่ส่งแสงสว่างให้มดงานหลายสิบชีวิตได้ทำงานสะดวกมากขึ้น รถเกลี่ยดินด้านหลังครางครืนๆ เหมือนช้างป่วย แต่ก็ยังส่งพลังจนพื้นดินแถบนั้นสั่นสะเทือน ควันสีหม่นของมันพวยพุ่งสะท้อนม่านแดด  ส่วนคนงานก่อสร้างรายหนึ่งสาละวนกับการผสมปูน อีกคนกำลังเลือกเครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ ดูเหมือนบางคนกำลังเดินไปมาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรก่อนดี แต่ห้วงเวลานั้น เสียงตอกตะปูดัง ปุกๆๆๆ ก็แว่วเข้าโสตประสาท

ชายชราในชุดนุ่งโสร่งสวมเสื้อแขนยาวสีเทาอ่อนสวมหมวกครอบศีรษะสีขาวหม่นๆ เดินออกมาจากบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ แกมองไกลออกไปที่รถกระบะคันหนึ่งที่แล่นเข้ามาจอดหน้าอาคารที่มีสภาพเหมือนเพิ่งก่อสร้างเสร็จใหม่หมาด คนงานสอง-สามคนโร่ลงจากรถและขนอะไรบางอย่างเข้าไปในอาคาร ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบบริเวณบ้านที่ขวักไขว่ไปด้วยคนที่กำลังทำหน้าที่ของตน  (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

ครั้งยังเยาว์ของ ‘บ่าวแห่งอัลลอฮ์’

(ก่อนการเดินทางไปสู่ปอเนาะของเด็กชายดำรงค์ เริงสมุทร์)  

เคราสีขาวโพลน และเส้นผมหงอกนอกหมวกกะปิเยาะ บ่งบอกว่าชายชราเดินทางผ่านวันคืนมาเนิ่นนาน แต่ร่องรอยบนหน้าผาก ใต้ดวงตาสีฝ้า รอยย่นใต้คางถึงลูกกระเดือก  กระทั่งฝ่ามือที่หยาบหนาและสีผิวคล้ำแดด นอกจากใบ้บอกถึงวัยอย่างชัดแจ้ง ยังเป็นประกาศนียบัตรชั้นดีถึงการเคี่ยวกรำชีวิตด้วยการงาน

หนักและเหนื่อยสาหัส แต่ผู้เดินทางผ่านขวบวัยมาอย่างโชกโชนเช่นโต๊ะครูอับดุลมาลิกมิส่งเสียงบ่นให้ลูกๆ สะท้านใจ แต่ปล่อยให้พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะ

ซึ่งนั่น คือบททดสอบของเอกองค์อัลลอฮ์  (อ่านต่อ)

————————————————————-——————————————————————————————————–

ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งปอเนาะ (1)

(การเดินทางเพื่อแผ้วถางทางสวรรค์ของโต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยเด็ก)

หมู่บ้านในป่าริมฝั่งทะเลอันดามันยามเช้าตรู่ดูมีชีวิตชีวาอย่างเด่นชัดหลังพระอาทิตย์กลมโตลอยเด่นเหนือมหาสมุทรและสาดแสงสีทองจนพื้นน้ำทะเลเปลี่ยนสีดูเป็นประกายวิบวับ สัญญาณของวันใหม่เริ่มขึ้นแล้ว ความเป็นไปของขวบวันในโลกดั่งราวเครื่องย้ำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้าว่า ชีวิตของมนุษย์ต้องก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อแผ้วถางเส้นทางไปสู่สรวงสวรรค์ของพระองค์ ฝันของใครก็ของมัน ผู้ใดมีฝันต้องทำให้มันเป็นจริงด้วยสองมือ

เด็กหนุ่มสองสามคนเดินดิ่งไปสู่ท่าเรือเล็กๆ ชายฝั่ง หนึ่งในนั้นหอบสัมภาระเต็มแขนสองข้าง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตในหนทางข้างหน้า เขาและเพื่อนก้าวลงเรือแจวลำเล็กพร้อมจัดสัมภาระให้เข้าที่ เมื่อนั่งประจำที่ของแต่ละคน หนึ่งในนั้นก็ถอดเชือกที่คล้องไว้ ก่อนยื่นมือมาผลักตลิ่ง ไสเรือของตนเองโคลงเคลงสู่ห้วงทะเลลึก (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งปอเนาะ(2)

(แผ่นดินฟาฏอนีในดวงตาของโต๊ะครูอับดุลมาลิก(วัยหนุ่ม)

การศึกษาด้านศาสนา 4 ปีบนแผ่นดินปัตตานี หรือ ‘ฟาฏอนี’ ในคำเรียกขาน ‘นูซันตารา’ –ระเบียงเมกกะของชาวอาราเบียนดูจะเป็นไปอย่างคร่ำเคร่งและเอาจริงเอาจังไม่ต่างจาก 6 ปีก่อนหน้านี้บนแผ่นดินนครศรีฯ จากเด็กชายรูปกายบอบบางแห่งริมฝั่งทะเลตะวันตก ขวบวัยกำลังพาเขาเยื้องย่างเข้าสู่รุ่นหนุ่ม ร่างกายเริ่มเติบโตล่ำสันพร้อมเผชิญกับชีวิตอันลำบากในวันข้างหน้า

ชีวิตมนุษย์ก็เช่นนี้ รกพงดงหนามบนทางเดินมากขึ้นตามขวบวัย แต่สิ่งที่อัลลอฮ์ประทานให้มาต่อสู้กับบททดสอบ คือก้อนหัวใจที่ใหญ่โตขึ้นและมันมาพร้อมกับจิตใจอันห้าวหาญกล้าแกร่ง ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เลือกนั้นดีก็พร้อมจะทุ่มเทสุดแรงกายและใจ หากแต่ในทางกลับกัน เมื่อรู้ว่ามีอุปสรรคปัญหา ก็ตระหนักว่านั่นคือบททดสอบที่ต้องพร้อมลงแรงต่อสู้ฝ่าฝัน  (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

ฉากชีวิตกลาง ‘เมกกะ’: คุกทะเลทรายใต้เสี้ยวจันทร์

โต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มมุ่งมั่นว่าตนเองต้องเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งทะเลทรายให้จงได้ เพราะประเทศแห่งคาบสมุทรอาระเบียนแห่งนั้นนอกจากเป็นแหล่งกำเนิดซึ่งร่อซู้ลแล้ว ดอกผลแห่งอิสลามยังงอกงามเบ่งบานและมีความรู้ให้เขาตักตวงได้มิมีสิ้นสุด

ชายหนุ่มเดินทางกลับมาบ้านแหลมสักด้วยจิตใจอันมุ่งมั่น และไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาจัดการวางแผนขายสวนที่บ้านหนองหลุมพอซึ่งผู้เป็นบิดาแบ่งให้เขาไว้ 25 ไร่ โดยตั้งราคาไว้สามหมื่นบาท แต่บททดสอบปรากฏอยู่เสมอเมื่อที่ดินแปลงนั้นกลับขายไม่ได้ มีคนจำนวนมากอยากได้และเข้ามาดูที่ แต่พวกเขาไม่มีเงินซื้อ (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

บ้านเกิด: การกลับมาปลูกดอกไม้ของชายผู้มีความสุขกับทะเล

พุทธศักราช 2516,

บ้านเกิดในดวงตาของผู้จากจรไปยาวนานนับสิบปีไม่ได้เปลี่ยนไปมากอย่างที่คิด นอกจากบ้านเรือนที่ตั้งหนาแน่นขึ้นกว่าแต่ก่อน ‘ควน ป่า นา เล’ ยังตั้งอยู่และทำหน้าที่เดิมของมันในการหล่อเลี้ยงชีวิตคนแหลมสักเสมอมา

โต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มผู้กลับมาพร้อมคำหน้านาม ‘ฮัจยี’ สำหรับผู้ก้าวฝ่าเปลวร้อนแห่งทะเลทรายผ่านพิธี ‘ฮัจย์’ ณ เมืองเมกกะมาแล้วเดินทางถึงบ้านเกิดและพักผ่อนร่างกายไม่กี่เพลาก็ครุ่นคิดถึงเส้นทางที่ผ่านมาและทางแห่งอนาคตต่อไป

“ชีวิตผมมาทางนี้ก็ต้องไปทางนี้” โต๊ะครูอับลิกย้อนห้วงความคำนึงขณะนั้น  (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

นกมองต้นไม้ ทิศทางพัฒนาชุมชนแหลมสัก ในทัศนะของโต๊ะครูอับดุลมาลิก

“อยากเห็นชุมชนนี้เจริญ ก็เหมือนที่คนอื่นเขาอยากกัน แต่เรามองว่าถ้ามันจะเจริญก็ต้องเจริญทั้งสองด้าน ทั้งทางการท่องเที่ยวและทางคุณธรรมจริยธรรม”

“สองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน วัตถุต้องมาพร้อมกับคุณธรรมจริยธรรม  เราต้องเตรียมความพร้อมที่จะเปิดรับมัน จะออกแบบอย่างไรก็แล้วแต่ จะจัดโซนหรือแบ่งเขตพื้นที่ก็ได้ ส่วนนี้เป็นเชิงนิเวศน์ก็ว่าไป ส่วนนี้เป็นแหล่งบันเทิงก็ว่ามา แต่ต้องมีมาตรการมารองรับ ทำอย่างไรไม่ให้เยาวชนเข้าไปมั่วสุม เข้าไปยุ่งเกี่ยว มีอะไรมาควบคุมมันได้ไหม”

“ผมก็อยากให้พี่น้องประชาชนมีรายได้ เลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัวได้ เพราะการประมงเริ่มร่อยหรอลงมาก อันนี้มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ออกเรือไปก็ไม่หลุดค่าน้ำมัน อยากให้มีรายได้เสริมกัน เพราะแหลมสักมีประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ ทรัพยากรก็ถูกใช้ไปมากจนเหลือน้อยลง ในภาวะที่ถูกจำกัดเช่นนี้คนแหลมสักต้องมีรายได้เสริมให้พอเลี้ยงตัวเอง”  (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

โต๊ะครูอับดุลมาลิกกับครอบครัวอันเป็นที่รัก

ในชีวิตของมนุษย์ผู้เสียสละตนเองเพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าย่อมมีครอบครัวที่รักเป็นรากฐานมั่นคง เพราะสิ่งที่จะมาสนับสนุนความเสียสละอย่างบากบั่นนั้นอันดับแรกคือครอบครัว

ดั่งเช่นครอบครัวของโต๊ะครูอับดุลมาลิกที่มีความอบอุ่นและสมบูรณ์เป็นรากฐานมั่นคง ประดุจไม้ใหญ่ที่แผ่ก้านกิ่งสาขาเอื้อสรรพชีวิตย่อมมีรากและน้ำหล่อเลี้ยงอันอุดม

“ผมเคยสมรสมาครั้งหนึ่ง ตอนอายุ 38 ปี แต่บังเกิดอยู่กันไม่ได้ เพราะอยู่ใกล้กันไม่ได้ ตรงนี้มันเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ด้วย เขาว่ากันนะ ซึ่งมันก็หาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ผมเองก็ไม่เชื่อหรอก แต่พออยู่ใกล้กันแล้วเขาไข้บ้าง เจ็บพุง(ปวดท้อง)บ้าง ปวดหัวบ้าง ชักไปเลยก็มี พาไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ไม่เจอ แกหายไปเป็นเดือนพอกลับมาอยู่ด้วยกันสองสามวันก็เจ็บอีกแล้ว หมอไสยศาสตร์บอกว่าถูกของ แต่เราไม่เชื่อหรอก แต่มันก็เป็นไปได้ในความคิดของเขา เลยทำให้ต้องแยกกัน มีลูกด้วยกันคนหนึ่ง เป็นผู้ชาย ปัจจุบันอายุ 37 ปีแล้ว ตอนนี้อยู่บ้านโครกไคร จ.พังงา ชื่อนายอับดุลห้าลีม แต่แกใช้นามสกุลแม่ ‘กสิรักษ์’ แต่งงานมีลูกมีเมียแล้ว และยังไปมาหาสู่กัน กับภรรยาเก่าก็ยังไปมาหาสู่กันเหมือนเพื่อน ไม่ได้โกรธกัน เข้าใจกันว่าเราอยู่กันไม่ได้”  (อ่านต่อ)

———————————————————————————————————————————————————————

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: