ตอนที่ 1

อินชาอัลลอฮ์…ตามความประสงค์ของพระเจ้า

บ่ายแก่ๆ 16 พฤษภาคม 2553 ,ยะมาดิลเอาวฺล-ยะมาดิลอาเครฺ 1431

เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาละหมาดดุฮ์ริมาไม่นาน แต่ดูเหมือนเสียงอึกทึกที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงสายก็ยังไม่เงียบลง แสงแดดที่แรงกล้าราวไฟฉายดวงใหญ่ส่งแสงสว่างให้มดงานหลายสิบชีวิตได้ทำงานสะดวกมากขึ้น รถเกลี่ยดินด้านหลังครางครืนๆ เหมือนช้างป่วย แต่ก็ยังส่งพลังจนพื้นดินแถบนั้นสั่นสะเทือน ควันสีหม่นของมันพวยพุ่งสะท้อนม่านแดด  ส่วนคนงานก่อสร้างรายหนึ่งสาละวนกับการผสมปูน อีกคนกำลังเลือกเครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้ ดูเหมือนบางคนกำลังเดินไปมาเหมือนกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรก่อนดี แต่ห้วงเวลานั้น เสียงตอกตะปูดัง ปุกๆๆๆ ก็แว่วเข้าโสตประสาท

ชายชราในชุดนุ่งโสร่งสวมเสื้อแขนยาวสีเทาอ่อนสวมหมวกครอบศีรษะสีขาวหม่นๆ เดินออกมาจากบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ แกมองไกลออกไปที่รถกระบะคันหนึ่งที่แล่นเข้ามาจอดหน้าอาคารที่มีสภาพเหมือนเพิ่งก่อสร้างเสร็จใหม่หมาด คนงานสอง-สามคนโร่ลงจากรถและขนอะไรบางอย่างเข้าไปในอาคาร ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบบริเวณบ้านที่ขวักไขว่ไปด้วยคนที่กำลังทำหน้าที่ของตน

แกส่งยิ้มให้เด็กชายสวมหมวกสีขาววัยไม่เกินสิบสามปีรายหนึ่งที่นอนหนุนแขนอยู่ในเปลญวนใต้ต้นไม้หน้าบ้านแล้วส่งยิ้มเย็น…

“พรุ่งนี้จะเปิดเทอมแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรเรียบร้อย เลยต้องเร่งกันอย่างนี้” ชายชราเอ่ยปากด้วยสำเนียงปักษ์ใต้ก่อนยื่นสองมือมาสัมผัสมือกับผู้มาเยือนก่อนดึงกลับไปแตะหน้าอกของตนอย่างเชื่องช้า

เมื่อหันไปสังเกตการณ์รอบๆ ตัวอีกรอบก็เห็นจริงอย่างชายชราว่า มีเพียงอาคารสูงสองชั้นเท่านั้นที่ดูจะเป็นอาคารเก่าถูกปลูกสร้างมาก่อนแล้ว ที่เหลือดูเหมือนจะเพิ่งผุดขึ้นมาไม่เกินแรมเดือน ทั้งโรงอาหาร ห้องสมุด หอพัก และอาคารเรียน  นั่น..ยังไม่นับรวมสนามกีฬาที่ยังเป็นลานดินลูกรังกว้างๆ มีหญ้าขึ้นแซมหรอมแหรม ยังไม่ถูกปรุงแต่งด้วยการก่อสร้างใดๆ

จึงไม่แปลกที่ชายชราผู้มีผมสีขาวเด่นอยู่นอกหมวกกะปิเยาะและหนวดเครายาวขาวโพลนจะมีท่าทีของความเหนื่อยล้า เพราะวันพรุ่งนี้คือวันเปิดเทอมวันแรกของอดีต ‘ปอเนาะแหลมสัก’ หรือ ‘ปอเนาะบ้านนา’ ต.แหลมสัก อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ที่กลายสภาพมาเป็น ‘โรงเรียนประทีปธรรมวิทยามูลนิธิ’ โรงเรียนเอกชน 2 ระบบ สอนทั้งสายศาสนาและสายสามัญ แต่เมื่อเห็นสภาพของโรงเรียนก่อนเปิดเทอมวันแรกแล้วก็เข้าใจว่าเหตุใดดวงตาสีดำจางๆ ในใบหน้าอันเหี่ยวย่นของผู้เฒ่าวัย 73 ปีจึงฉายความล้าให้เห็น แม้จะอาบด้วยแววแห่งอารีแก่ทุกชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าก็ตาม

คนงานผู้หนึ่งถือกระติกน้ำมาตักน้ำแข็งในลังโฟมสีขาวที่ตั้งอยู่บนแคร่ปูนใต้ต้นไม้ข้างหน้าซึ่งเจ้าของบ้านนำมาวางบริการ ก่อนที่หญิงวัยกลางคนในชุดคลุมฮิญาบสีดำจะยกแก้วน้ำหวานสีแดงมาวยางบนโต๊ะม้าหินอ่อนให้แก่ผู้มาเยือนและชายชรา

“ยังไม่มีอะไรเรียบร้อยสักอย่าง แต่วันพรุ่งนี้จะเปิดเทอมและมีผู้ปกครองนำลูกหลานมาส่งมอบ ผมก็ยังหวั่นอยู่ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร แต่เราก็ตั้งใจให้มันเรียบร้อยให้เร็วที่สุด” เป็นคำเอ่ยที่เจือด้วยความประหวั่นเล็กน้อย แต่ก็มีความมั่นใจอยู่ในทีว่า ‘เอาอยู่’

“อินชาอัลลอฮ์” ชายชรากล่าว

ชราชราหรือผู้เฒ่าเจ้าของคำเอ่ยข้างต้นนี้คือ โต๊ะครูอับดุลมาลิก’ หรือ นายดำรง เริงสมุทร’ ในชื่อไทย เขาเป็นเจ้าของบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนหลังนี้ ในสถานะของ ‘โต๊ะครู’ ที่อธิบายความแบบไทยๆ ว่า ‘ครูใหญ่’ หรือ ‘อาจารย์ใหญ่’ ที่มีคุณวุฒิพรั่งพร้อมด้วยความรู้ทางศาสนา และใช้ความรู้นั้นรับใช้พระผู้เป็นเจ้ามามากกว่าครึ่งชีวิต หรือ…รวมทั้งชีวิตที่ผ่านมา หากนับรวมเอาเวลาที่ถูกใช้ไปกับการศึกษาสายศาสนา ซึ่งก็เป็นการรับใช้พระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน

เพราะอย่างที่รู้กันว่ามุสลิมมีพระคำภีร์อัลกุรอ่านเป็นธงนำสู่สรวงสวรรค์ของอัลลอฮ์ ศาสนาคือวิถีชีวิต อิสลามของพระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกห้วงลมหายใจ มีช่วงเวลาละหมาดวันละ 5 เวลาสำหรับนมัสการเอกองค์อัลลอฮ์ จึงคงพูดได้ว่าไม่มีเวลาใดที่มุสลิมอย่างโต๊ะครูอับดุลมาลิกไม่ได้อยู่ในเส้นทางของพระผู้เป็นเจ้า

แม้แต่ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าขณะนี้ ก็เป็นงานเพื่อพระเจ้าเช่นเดียวกัน

“ผมเคยเปิดเป็นโรงเรียนปอเนาะหลังจากกลับจากซาอุดี้(ภาษาพูดถึงประเทศซาอุดิอาระเบียของชาวมุสลิมส่วนใหญ่ -ผู้เขียน) ได้สองปี เขาเรียกว่าปอเนาะแหลมสัก หรือ ปอเนาะบ้านนา ก็สอนมา 15-16 ปี จนร่างกายไม่ไหว หยุดระบบปอเนาะเมื่อปี 2534 แต่ก็ยังเปิดสอนให้ความรู้กับเด็กๆ และชาวบ้านทั่วไปเกี่ยวกับศาสนาทุกเช้าวันศุกร์ครั้งละ 2 ชั่วโมง เพิ่งมาปีนี้ (2553) ที่การสอนวันศุกร์หยุดไปแล้ว แต่มาสอนกีต๊าบเยาวชน 7-8 คน ลูกหลานของคนแถวนี้ในตอนเช้าหลังละหมาดซูบฮฺทุกวัน” โต๊ะครูอับดุลมาลิกบอกที่มากว่าจะเป็นโรงเรียนหลังนี้

“พอหยุดมา 18-19 ปี เมื่อปีที่แล้ว ลูกๆ เขาคิดกันว่า ทำไมเราไม่ทำเป็นโรงเรียนสามัญขึ้นมา และพอดีก่อนหน้านี้ผมเพิ่งบริจาคที่ดินหน้าบ้านนี้ให้เทศบาลเพื่อสร้างโรงเรียน เขาก็มาสร้างอาคารไว้ เพราะผมคิดว่าทำอย่างไรให้ได้ช่วยเหลือสังคมต่อไปแม้ว่าโดยสังขารของเราจะไม่ไหวแล้วที่จะไปลงแรงทำปอเนาะต่อ ก็เลยคุยกับทางเทศบาลว่าผมจะยกที่ดินให้เทศบาล จะได้สร้างโรงเรียนให้เด็กๆ ในชุมชนได้ศึกษาทั้งสายศาสนาและสามัญ เพราะเด็กๆ ต้องเดินทางไปโรงเรียนไกล(ตำบลแหลมสักห่างจากอำเภออ่าวลึกที่มีโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอตั้งอยู่ประมาณ  15 กิโลเมตร –ผู้เขียน) บางคนที่อยากเรียน 2 ระบบ โรงเรียนเอกชนที่สอนศาสนาควบกับสามัญก็อยู่ไกล ทั่วทั้งอ่าวลึกมีแค่ 2 โรงเรียน ก็เดินทางกันลำบาก คนที่ยากจนก็ไม่มีปัญญาส่งลูกไปเรียน เขาก็บอกว่าจะสร้างให้แต่ต้องโอนที่ดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเทศบาล เพราะอุทิศให้เฉยๆ ไม่ได้ ผมก็โอนไปให้กว้าง 15 ยาว 50 เมตร” ผู้ฒ่าขยับหมวกกะปิเยาะบนศรีษะให้เข้าที่ ขณะเม็ดเหงื่อจำนวนหนึ่งกำลังผุดพรายบนใบหน้าชรา

“แต่ลูกๆ ก็บอกว่าทำไมเราไม่ทำเอง พวกเขาจะช่วยกันดูแล ผมก็ปล่อยให้พวกเขาได้ทำตามความคิด ก็ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ ชื่อมูลนิธิประทีปธรรมวิทยา และก็ดำเนินการเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมา ก็มีการจัดสร้างอาคารต่างๆ ขึ้นมา ผมลงเงินเก็บส่วนตัวไปให้ล้านกว่าบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บออมเอาไว้ และคิดว่าเอามาใช้ประโยชน์เพื่อสังคมเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่พอ ก็มีการไปกู้เงินสหกรณ์อิบนูเอาฟฺมาจำนวน 2 ล้านบาท เสียเงินปันผลกลับไปเดือนละ 25,500 บาท แต่พอเอาเข้าจริงมันก็ไม่พอ เพราะการทำงานกับการศึกษามันลงทุนกับอุปกรณ์เยอะ นี่เพิ่งไปกู้เพิ่มมาอีก 2 ล้านบาทจะมาต้นเดือนหน้า สรุปแล้วต้องจ่ายเงินคืนเดือนละ 5 หมื่นกว่า” โต๊ะครูบอกเล่าพร้อมให้ภาพของหนี้สินที่กำลังก่อตัวขึ้น ซึ่งก็ไม่อาจสรุปว่ามันจะหมดเพียงเท่านั้น

“แต่ถ้าคิดถึงผลกำไร มันก็คุ้ม” โต๊ะครูอับดุลมาลิกกล่าวด้วยรอยยิ้ม

นัยความหมายของ ‘ผลกำไร’ ที่ชายชรากล่าวถึงนั้น เข้าใจได้ไม่ยากว่ามิใช่ดอกผลของตัวเงินตรา แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เหตุใดต้องลงทุนลงแรงกันเสียขนาดนั้น

“มันเป็นเรื่องที่หยุดไม่ได้ เพราะโรงเรียนมันไม่เสร็จ นี่หอพักก็ไม่เรียบร้อย เราต้องหาเงินมาลงอีก ผมว่ากว่าจะหยุดได้ก็ต้องรอถึง 6 ปี รอให้พวก ม.1 ปีนี้มันจบ ม.6 พวก ป.1 ได้จบ ป.6  ถึงตอนนั้นมันคงหมุนเวียนทุกอย่างได้แล้ว” โต๊ะครูพูดพลางถอนหายใจยาว

“แต่ก็ไม่วายมีคนคิดว่าเราทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เขาคิดว่าทำโรงเรียนเพื่อหาเงิน เขาไม่รู้ว่าตอนนี้กำลังจะเปิดเทอมเราหมุนเงินไม่ทัน คนงานก่อสร้างก็เร่งมือไม่หยุดพัก รถยังมาเกลี่ยดิน เสียงอึกทึกครึกโครม ชีวิตที่เป็นส่วนตัวของเราหมดไปตั้งแต่ตัดสินใจทำตรงนี้ เขาไม่รู้ แต่ส่วนตัวผม ผมอยากทำความดี เพราะนี่คือความดีที่ถาวร การให้อาหารให้เงินก็คือการทำความดี แต่การบริจาคที่สร้างโรงเรียนนี่คือความดีที่ยิ่งใหญ่ เรากำลังทำเพื่อให้วิชาความรู้คน การให้การศึกษากับผู้อื่นถือเป็นความดีอันยิ่งใหญ่ ในศาสนาอิสลาม การทำโรงเรียนเพื่อมอบวิชาความรู้ ครูที่มาสอน เราก็ได้เป็นหุ้นส่วนในความดีนั้นด้วย ในทางพุทธเขาเรียกว่าสวรรค์ในอก เพราะมันเป็นผลบุญที่สัมผัสได้ด้วยความสุข ถ้าเราทำไม่ดีนั่นคือนรกในใจ กรรมมันตามทัน เขาถึงว่าการให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง ทางศาสนาอิสลามก็บอกว่าการให้วิชาความรู้นั่นคือความดีที่ยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ทรงโปรดปราน”

ในเส้นทางของการให้ โต๊ะครูอับดุลมาลิกบอกว่าปัญหาเดียวคือทุนรอนที่จะนำมาหมุนใช้เพื่อก่อร่างสร้างโรงเรียนแห่งนี้ให้สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ในฐานะของคนที่เชี่ยวกรำกับการงานหน้าที่ในโลกนี้มายาวนานก็แสดงความมั่นใจว่ามันจะคลี่คลายไปเอง

“สิ่งที่เราอยากเห็นคือเด็กที่เรียนจบจากที่นี่ออกไปแล้วสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ไม่ขัดข้อง” ผู้เฒ่าที่ผ่านการอุทิศชีวิตเพื่อเรียนรู้ด้านศาสนามากว่าครึ่งชีวิตเอ่ยขึ้น ภายหลังคำถามว่าต้องการเห็นดอกผลใดงอกเงยขึ้นมา ภายหลังจากโรงเรียนแห่งนี้สมบูรณ์พร้อม

“อยากเห็นเด็กๆ จบ ม.6 แล้วสื่อสารกับคนต่างชาติได้ในเบื้องต้นทั้งภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ เพราะผมอยากทำให้เป็นโรงเรียนระบบ 2 ภาษา ไม่นับรวมภาษาไทยนะที่ทุกคนต้องได้อยู่แล้วเพราะเป็นภาษาของเรา เพราะเรื่องภาษาเป็นเรื่องสำคัญ เราจะสื่อสาร หรือทำงานด้านธุรกิจในปัจจุบันนี้ และเราต้องอยู่ในโลกที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติภาษา เราจึงต้องสื่อสารให้ได้ จะทำธุรกิจหรือคนที่เข้ามาท่องเที่ยว เราจะค้าขายกับเขาก็ต้องพูดภาษาเขาให้ได้ แต่ในโรงเรียนนี้ผมจะเน้นที่ภาษาพูดก่อน อยากให้สื่อสารได้เป็นพื้นฐาน เรื่องไวยากรณ์เรียนรู้กันทีหลังได้”

แม้ตัวของโต๊ะครูอับดุลมาลิกเองก็สื่อสารได้สองภาษา –ไม่รวมภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ นั่นคือภาษามลายูถิ่นปัตตานีและภาษาอาหรับ เกิดจากการเดินทางไปร่ำเรียนถึงดินแดนเจ้าของภาษาเป็นเวลานาน แต่แม้พูดภาษาอื่นได้ถึงสองภาษาก็ไม่เป็นที่พอใจของชายชราผู้นี้ เนื่องจากที่ยังติดค้างอยู่ในใจคือภาษาอังกฤษ

“ภาษาอังกฤษผมไม่เคยเรียน และไม่มีโอกาสได้เรียน เลยอยากให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ เพราะผมคิดว่ามันสำคัญ มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งคือ สมัยผมอยู่ซาอุดี้ อาจารย์ของผมชื่อชยคฺอับดุลกอดีรฺ แกเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียกับเพื่อนแกสองคน ปรากฏว่าต้องอยู่บนเครื่องบินนาน แกสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อนที่มาด้วยกัน เพราะผู้โดยสารคนอื่นเขาพูดภาษาอังกฤษกัน แกกลับมาเล่าและบอกเราว่า พวกเธอทั้งหลายถ้ามีลูกหลานต่อไปต้องให้เรียนภาษาอังกฤษด้วย อย่าเรียนแต่ภาษาอาหรับ เพราะมันสำคัญ สามารถสื่อสารกับคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ได้ ผมจึงเห็นว่าภาษามันมีความสำคัญ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ และอยากให้เด็กๆ เยาวชนได้เรียนรู้และสื่อสารได้”

ใช่เพียงคำบอกเล่าจากประสบการณ์จริงของครูบาอาจารย์มาตกกระทบความคิดของโต๊ะครูอับดุลมาลิกเท่านั้น แต่สิ่งที่อยู่ภายในของโต๊ะครูผู้นี้คือการเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษามาทั้งชีวิต จากจุดเริ่มต้นของลูกหลานชาวบ้านธรรมดาในตำบลเล็กๆ ของอำเภอที่ไม่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาแต่ใช้สองเท้าเดินทางไกลไปแสวงหาวิชาความรู้ถึงต่างถิ่นหลากดินแดนด้วยตนเอง ก่อนกลับสู่บ้านเกิดและลงมือสร้างสถานบริการความรู้ทางศาสนาอย่างโรงเรียนปอเนาะด้วยสองมือของตนเอง

ด้านทิศตะวันออกริมทางเดินด้านหลังโรงเรียนประทีบธรรมวิทยามูลนิธิที่กำลังเร่งมือก่อสร้าง จึงยังปรากฏกระท่อมไม้เล็กๆ ตั้งเรียงรายอยู่หลายหลัง สภาพอันเก่าแก่และบางหลังที่กำลังผุพังน่าจะบอกเล่าที่มาของมันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะไม้ทุกท่อน กระดานทุกแผ่น ตะปูทุกตัว ชายชราผู้อยู่เบื้องหน้ารู้จักมันดี

หากย้อนเวลากลับไป ความทรงจำยังเด่นชัดอยู่ภายใน เพราะภายหลังจากเดินทางกลับจากอาหรับและอุทิศความรู้ด้วยการเปิดสอนกีต๊าบอยู่ที่บ้านได้สองปี เขาเดินขึ้นมาดูแปลงที่ดินมรดกของพ่อ ชายชราในวัยหนุ่มใหญ่เดินลุยเรือกสวนและเทือกเถาวัลย์รกชัฏขึ้นมายืนนิ่งก่อนหันสำรวจไปรอบๆ ความคิดของเขาผุดพราย เขาต้องการสร้างฝัน เป็นฝันที่อาจธรรมดาทั่วไปสำหรับผู้เรียนจบศาสนาขั้นสูงจากอาหรับ  แต่สำหรับโต๊ะครูมาลิกในวัยหนุ่มรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาของชาวมุสลิมบ้านแหลมสักทั่วไป ชุมชนชาวประมงริมทะเลแห่งนี้มีชีวิตดิ้นรนเพื่อปากท้องมาตลอด ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ความรู้ทางศาสนาก็มีเพียงพื้นฐาน ละหมาดครบ 5 เวลาถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทั่วไปอยู่แล้ว และเขาสังเกตเห็นว่าลูกหลานของชาวบ้านมีจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ ยามลงงานของพ่อแม่ เด็กๆ กลับใช้เวลาสูญเสียไปอย่างว่างเปล่า ส่วนผู้มีปัญญาเรียนนั่นหรือ ก็ร่ำเรียนมาแต่ทางโลกอย่างเดียว

เขาตัดสินใจแน่วแน่และดุอาร์จากเอกองค์อัลลอฮ์ก่อนลงมือหักร้างถางพง ขุดดิน ขนไม้และลงมือตอกตะปู ชาวบ้านใกล้เคียงที่รู้ข่าวคราวก็มาช่วยลงมือลงแรง ทั้งกระท่อมที่พัก อาคารเรียน ห้องน้ำ สถานที่ละหมาด ฯลฯ  เพียงไม่นานปอเนาะเล็กๆ ก็ถูกก่อเป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์ และพ่อแม่ที่มาช่วยสร้างนั่นแหละที่ส่งลูกหลานมาร่ำเรียน เขายืนมองด้วยความปีติขณะเด็กๆ หิ้วสัมภาระเข้าไปสู่กระท่อมไม้

โต๊ะครูมาลิกวัยหนุ่มคือเด็กปอเนาะเก่า ฉะนั้นเขาจึงจำมันได้ดีว่า ปอเนาะหรือ ‘PUNNOK’ มาจากภาษาอินโดนีเซีย หมายถึงกระท่อมหรือเพิงพักอาศัย คือสถานที่สำหรับยุวชนใช้เป็นที่พักอาศัยเพื่อร่ำเรียนวิชาศาสนาตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงระดับสูง ปอเนาะเก่าแก่ดั้งเดิมจริงๆ ผู้ที่ต้องการศึกษาต้องเดินทางไปหาผู้รู้หรือผู้ที่เรียนจบศาสนาขั้นสูงซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านต่างๆ เมื่อไปถึงก็ลงมือก่อสร้างกระท่อมที่พักของตนเองบนที่ดินที่เจ้าของอนุญาตหรืออุทิศให้ กระท่อมที่ว่าจึงมีความเล็กกระทัดรัดเพียงพอสำหรับนอนพักอาศัยและนั่งท่องอัลกุรอ่าน ไม่กว้างยาวเกินพอดี มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น วิถีของเด็กปอเนาะจึงเป็นเป็นวิถีแห่งการเสียสละความสุขสบายส่วนตัวเพื่ออุทิศให้การเรียนรู้ศาสนา ก่อนจะนำไปปรับใช้กับชีวิตตนเองและเผยแพร่หรือ ‘ดะวะห์’ให้แก่ผู้ไม่รู้ต่อไป

วันและคืนผ่านหอบลมฝนและฤดูกาลผันผ่านอย่างเชื่องช้า ทว่ายังประโยชน์แก่ผู้คนอย่างมากมายและกว้างขวาง จากโต๊ะครูมาลิกในวัยหนุ่มก็อย่างเข้าสู่วัยกลางคนและเยื้อย่างสู่ความชรา สังขารร่วงโรยลงตามวัย เป็นความจริงของทุกชีวิตที่ว่าจิตใจกับร่างกายแยกส่วนกันเดินทาง และปลายทางก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้เขาจะยังต้องการอุทิศมันสมองและความรู้ที่มีเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น แต่ร่างกายก็ไม่อาจตอบสนองได้อย่างใจหวัง เมื่อถึงกาลต้องตัดสินใจว่าจะต้องหยุดพักให้ร่างกาย โต๊ะครูมาลิกในวัยย่างสู่ต้นทางความชรา ก็ตรึกตรองใหม่ว่า เท่าที่แรงกายยังทำงานเทียมข้อจำกัดแต่สมองและจิตวิญาณเพื่อสังคมยังคงแล่นไหล

หลังทอดถอนใจมองลมฝนและแดดแห่งฤดูกาลอาบทาบทาปอเนาะไร้ชีวิตอยู่เนิ่นนาน เขาแปลงเวลาที่สูญเปล่าให้มีคุณค่าด้วยการเปิดสอนกีต๊าบและอัลกุรอ่านแก่เยาวชน เปิดอบรมศาสนาให้แก่ชาวบ้านเท่าที่แรงกายทำได้ กระทั่งล่วงเลยเวลาถึงเกือบสองทศวรรษ เมื่อลูกๆ เติบใหญ่ และเลือดอันเข้มข้นของผู้เป็นพ่อที่อยู่ภายกายในกระตุ้นเร้า โรงเรียนประทีบธรรมวิทยามูลนิธิจึงตั้งเด่นสง่าอยู่ภายในบริเวณที่ดินของปอเนาะเดิม

แม้ปอเนาะที่ตนลงมือสร้างจะผ่านเลยและผุพังตามกาลเวลา แต่โรงเรียนแห่งใหม่ก็ใหญ่และเด่นสง่ากว่าเดิม เปลี่ยนจากกระท่อมไม้เป็นอาคารปูนอันมั่นคงถาวร ขยายการสอนจากเพียงทางศาสนาไปสู่วิชาการทางโลก และเริ่มเปิดต้อนรับเยาวชนจากหลากหลายทิศทาง

แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่…อินชาอัลลอฮ์  มันต้องสมบูรณ์พร้อมในไม่ช้า แม้ไม่รู้ว่าจะต้องทุ่มเงินทองและก่อร่างสร้างหนี้สินให้เพิ่มพูนขึ้นอีกสักเท่าไหร่ หากแต่จิตวิญาณภายในของโต๊ะครูอับดุลมาลิกมันใหญ่โตเกินจะหวั่นกลัวบททดสอบใดๆ อีกต่อไปแล้ว

วันพรุ่งนี้เมื่อพระอาทิตย์ทอแสงสีทองด้านทิศตะวันออก โรงเรียนแห่งใหม่ก็เริ่มต้นทำหน้าที่ของมันให้ดีที่สุด ส่วนวันข้างหน้านั้น

อินชาอัลลอฮ์ …ตามความประสงค์ของพระเจ้า.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: