ตอนที่ 2

ครั้งยังเยาว์ของ ‘บ่าวแห่งอัลลอฮ์’

(ก่อนการเดินทางไปสู่ปอเนาะของเด็กชายดำรงค์ เริงสมุทร์)  

เคราสีขาวโพลน และเส้นผมหงอกนอกหมวกกะปิเยาะ บ่งบอกว่าชายชราเดินทางผ่านวันคืนมาเนิ่นนาน แต่ร่องรอยบนหน้าผาก ใต้ดวงตาสีฝ้า รอยย่นใต้คางถึงลูกกระเดือก  กระทั่งฝ่ามือที่หยาบหนาและสีผิวคล้ำแดด นอกจากใบ้บอกถึงวัยอย่างชัดแจ้ง ยังเป็นประกาศนียบัตรชั้นดีถึงการเคี่ยวกรำชีวิตด้วยการงาน

หนักและเหนื่อยสาหัส แต่ผู้เดินทางผ่านขวบวัยมาอย่างโชกโชนเช่นโต๊ะครูอับดุลมาลิกมิส่งเสียงบ่นให้ลูกๆ สะท้านใจ แต่ปล่อยให้พวกเขาได้เรียนรู้ด้วยตนเองกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะ

ซึ่งนั่น คือบททดสอบของเอกองค์อัลลอฮ์

เพราะเขาคือบ่าวของอัลลอฮ์ ชายชราจึงพร้อมน้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงแห่งวันวัยตามพระประสงค์ของพระผู้สร้าง แต่เขาก็พร้อมเป็นผู้เฒ่าผู้มากเรื่องเล่า ทั้งยังเป็นโต๊ะครู เป็นผู้รู้ที่พร้อมให้คนรุ่นหลังมาร่ำเรียนเอาตามพอใจ

“คนมุสลิมแหลมสักนี่ อพยพกันมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วก่อนจะมาตั้งชุมชนที่นี่ มันไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่ามาเมื่อไหร่ แต่เข้าใจได้ว่ามากันเพราะปากท้อง มาเจอแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวบ้านแหลมสักเลยตั้งถิ่นฐานอาศัยกันที่นี่สืบชั่วลูกชั่วหลานเรื่อยมา” โต๊ะครูอับดุลมาลิกย้อนความเป็นมาของรากเหง้าของคนมุสลิมแห่งตำบลแหลมสัก อันเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าที่เขาเต็มใจถ่ายทอด

หากคำอธิบายทางความเชื่อ มนุษย์ย่อมสาแหรกจาก ‘นบีอาดัม’ และ ‘อาวา’ การเดินทางของเหล่าบ่าวทั้งหลายของอัลลอฮ์จึงเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์

“คนเฒ่าคนแก่รุ่นปู่ย่าตาทวดผมบอกว่า คนที่นี่อพยพมาจากฝั่งมาเลเซีย เข้ามาทางสตูล ทำมาหากินและย้ายถิ่นฐานมาเรื่อยๆ ตามความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดินและผืนน้ำ กระทั่งมาถึงอ่าวบ้านแหลมสักและปักหลักอยู่ที่นี่”

โต๊ะครูชราเชื่อว่ายังมีญาติพี่น้องอยู่ทางฝั่งมาเลย์ แต่กาลเวลาและพรมแดนแห่งเชื้อชาติที่เพิ่งกำหนดขึ้นทำให้ห่างและหายไปจากความทรงจำ

“หลักฐานที่เรามีว่าเรามาจากทางโน้นที่ชัดเจนที่สุดคือศาสนาอิสลามและภาษามลายูที่ถูกใช้เรียกสัตว์ สิ่งของ สถานที่  เพราะปรากฏภาษามาเลย์อยู่กับชื่อปลา เช่น ปลากระบอก เรียกปลาดาหรา ปลาเสียด ชาวบ้านเรียกปลาตาลัง เรียกปลาหางเขียวว่า ปลายุมปูน ยังมีปลาลอบังที่ใช้เรียกปลาลักษณะคล้ายปลาหางเขียวแต่มีขนาดใหญ่กว่า ปลาดุก เราเรียกปลาสมิหลัง หรือ มิหลัง ส่วนเกาะแถบนี้เราเรียก “เหลา” เช่น เหลาบาตัง คือเกาะบาตัง เหลาหันคือเกาะหัน เหลากูดู และเหลาหัง ส่วนภูเขาเรียกบูเก็จ หรือ บูเก๊ะ ซึ่งต่อมาเพี้ยนเป็นจังหวัดภูเก็ต” โต๊ะครูอับดุลมาลิกสาธยายประวัติศาสตร์ของรากเหง้าคนมุสลิมแหลมสักด้วยหลักฐานที่ปรากฏอยู่จริง

“ก่อนหน้านี้ที่นี่มีสภาพเป็นป่าทั้งนั้น เป็นดง เป็นภูเขา ฝั่งโน้น(ตะวันตก)ติดทะเล สมัยผมเป็นเด็กที่นี่ก็ยังเป็นป่า สมัยออกโรงเรียนตอน ป.4 เขามีการดักยิงควาน (กวางประเภทหนึ่งที่พบมากในภาคใต้) แถวนี้ควานเยอะ หมาในก็มีจำนวนมาก มันชอบออกมาเยี่ยวใส่ใบไม้ เขาเรียกอีเก๋ง พอมันมาโดนก็ตาฟาง มองอะไรไม่เห็น ตกใจวิ่งลงในทะเล ชาวบ้านก็วิ่งไล่จับ เอามาทำกับข้าวได้หลายตัว (หัวเราะ

“ยังมีเสือดำจำนวนมาก มันชอบออกมากัดแพะ ป๊ะ(พ่อ)ผมตอนนั้นรักษาแพะเยอะ(คำว่า ‘รักษา’ ในภาษาถิ่นปักษ์ใต้หมายถึงการเลี้ยงเอาไว้ มิใช่ในเชิงหมอหรือพยาบาล –ผู้เขียน) ป๊ะผมรักษาแพะเยอะแล้วยังรักษาควาย ควายเลี้ยงเอาไว้เหยียบนา เหยียบให้มันเป็นเทือก (โคลน –ผู้เขียน) พอเป็นเทือกแล้วก็คราด

“นั่นหมายถึงเป็นนาที่นำชุ่มแล้วนะ แต่ถ้านาแห้ง เราต้องไถก่อน” โต๊ะครูอับดุลมาลิกอธิบายพื้นภูมิของการทำนา “พอไถแล้วค่อยเอาควายเหยียบ”

โต๊ะครูผู้เป็นทั้งบาบอ(ผู้รู้)ทางศาสนา และยังเป็นผู้เฒ่าผู้มากเรื่องเล่าและประสบการณ์บอกว่า สมัยนั้นชาวมุสลิมแหลมสักแทบไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นวัว เพราะแถบนี้ไม่มีใครเลี้ยงวัว ทั้งที่เป็นเนื้อสำหรับการบริโภคที่สำคัญของชาวมุสลิมทั่วไป ใครอยากรู้จักวัวต้องไปดูที่เมืองดอน (เป็นคำที่ใช้เรียกพื้นที่สูง คือแถบตัวอำเภออ่าวลึกขึ้นไปจนถึงบ้านกลาง เพราะตั้งอยู่บนที่สูงกว่า) แต่ไม่มีถนนสำหรับรถยนต์ ซึ่งต้องเดินเท้ากันไป แม้แต่เมื่อไปเมืองบี(คำเรียกเมืองกระบี่) ก็ต้องเดินเท้ากันทั้งนั้น

พอพูดถึงเรื่องรถยนต์ โต๊ะครูอับดุลมาลิกถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ แกขยับหมวกกะปิเยาะบนศีรษะให้กระชับขึ้น ซึ่งดูเหมือนหยดเหงื่อที่ไหลลู่ลงใต้คอจนเปียกชุ่มไม่ทำให้ความรู้สึกอยากฟื้นเรื่องราววัยเด็กจะหมดไป

“ผมรู้จักรถยนต์ครั้งแรกที่ตลาดวังหม้อแกง จ.พังงา” ชายชราหัวเราะออกมาราวกับว่ากำลังเฉลยเรื่องสำคัญ

“ผมไปขึ้นรถที่หัวท่าวังหม้อแกง จะไปงานกินบุญ(งานขึ้นบ้านใหม่ -ผู้เขียน) ที่บ้านบางคลี โคกกลอย ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่ชั้น ป.3 จำได้ว่าเป็นรถสองแถวไม้ที่เวลาสตาร์ทก็ต้องใช้วิธีหมุนกับมือ ดูมันประหลาดมาก เคยได้ยินแต่ชื่อ ทำให้สมัยนั้นกลายเป็นคนขลาดรถไปเลย” โต๊ะครูอับดุลมาลิกขบขันตัวเอง แววตาเปล่งประกายสุขยิ่ง ราวกับภาพและเสียงแห่งห้วงเวลาแต่หนหลังมันย้อนมาฉายเด่นชัดขึ้นในดวงตาสีฝ้านั้น

ใครๆ ถึงว่า คนแก่กับเรื่องเก่าเป็นของคู่กัน ใครจะเข้าใจเหตุผลของมันได้ดีกว่าคนที่ผ่านร้อนหนาวล่วงเลยชีวิตมาสู่วัยปูนนี้ แต่ก็นั่นแหละ หากอดีตมันอวลด้วยเรื่องราวอันขื่นขมก็คงไม่มีใครอยากคิดย้อนเวลาถึง ผิดกับคนที่มีต้นธารชีวิตอันน่าจดจำ จึงสามารถนำเรื่องราวเก่าๆ มาเล่าซ้ำได้ไม่มีเบื่อ อย่างที่บาบอวัยชรากำลังสุขอยู่ในแววตาขณะนี้

“สมัยนั้นไปไหนก็ต้องเดินเอา” โต๊ะครูอับดุลมาลิกกล่าวพลางเอื้อมมือเลื่อนแก้วน้ำหวานสีแดงให้เด็กชายตัวเล็กที่มาคลอเคลียอยู่ข้างกาย –อีกนั่นแหละ นอกจากเรื่องเก่า คนแก่ยังต้องคู่กับเด็กน้อยด้วย เพราะหากผู้เหยียบย่างขวบปีแห่งความชราคืออาทิตย์ยามอัสดง เด็กตัวเล็กๆ ก็คงเป็นดั่งอาทิตย์ยามเช้า เพียงประสบหรือได้อยู่ใกล้ลูกหลานตัวจ้อยคราใด เป็นสุขใจเมื่อนั้น

ในยุคที่ถนนยังไม่รู้จักยางมะตอย  ถนนหนทางมีไว้สำหรับคนและวัวควาย การเดินทางไกลไปทำธุระต่างถิ่น ไม่ว่าจะไกลเพียงใดก็ต้องใช้สองเท้านำไป บาบอวัยชราบอกว่าเพียงแค่จะไปธุระที่บ้านดอน –หมายถึงเขตตัวอำเภออ่าวลึกขึ้นไปก็ต้องใช้เวลากันเป็นวัน ตระเตรียมอาหารไปกินกันระหว่างทาง และที่สำคัญต้องมีสัญชาตญาณระวังภัยค่อนข้างสูง เพราะสัตว์เล็กๆ อย่างงูเงี้ยวเขี้ยวขอหรือสัตว์ใหญ่ดุร้ายอย่างเสือสิงห์ชุกชุมยิ่งนัก

“ด้วยระยะทางมันไกลมากนี่แหละทำให้เด็กๆ สมัยนั้น ไม่ค่อยอยากเรียนหนังสือต่อ เรียน จบ ป.4 กันที่แหลมสักก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ส่วนผม ครูสุจิน ส่งแสง ก็คะยั้นคะยอให้เดินทางไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอที่อ่าวลึกใต้ เพราะว่าแกเห็นผมเรียนหนังสือดี” โต๊ะครูอับดุลมาลิกเอ่ยชื่อครูประจำชั้นออกมาเสียงดังฟังชัด โดยไม่ต้องใช้เวลานึกแต่อย่างใด พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าสมองของชายชรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และไม่ลืมคนสำคัญในชีวิต เยี่ยงครู สุจิน ส่งแสง ผู้นั้น

“ผมตรองดูแล้ว ถ้าไปเรียน ต้องเดินทางไปเป็นระยะทางไปน้อยกว่า 15 กิโลเมตร ไปกลับไม่ไหวแน่ เพราะต้องเดินเท้าไป เด็กสมัยนั้นถ้าจะไปเรียนต้องไปยกหนำอยู่เองแถวโรงเรียน”

การ ยกหนำ หรือ ปลูกขนำ นี้มิใช่การปลูกบ้านเรือนเพื่ออาศัยอยู่ถาวร แต่เป็นไปในลักษณะชั่วคราว หากเทียบในสมัยปัจจุบันจะปรากฏอยู่สำหรับชาวไร่ชาวสวนที่บ้านเรือนอยู่ห่างไกล ซึ่งปลูกไว้สำหรับคราวต้องเดินทางมาใช้เวลาดูแลหรือทำงาน เช่นเดียวกัน วิถีแห่งการยกหนำสมัยสี่สิบห้าสิบปีก่อน ดูจะเป็นวิถีอันน่าศึกษาอย่างยิ่ง การสร้างบ้านไม้หลังคามุงจากอย่างง่ายๆ (หากในภาคใต้ตอนบนจะนิยมใช้ใบ ‘ทัง’ พืชตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่คล้ายต้นโตนด ซึ่งแผ่ใบหนาและกว้างมาพับใส่ตับไม้ไผ่ ซึ่งจะคงทนถาวรกว่าใบจาก –ผู้เขียน) เพื่อใช้ชีวิตอยู่กับเรือกสวนไร่นา หรือเพื่อการศึกษา แสดงถึงความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจัง ทุ่มเทให้สิ่งที่ตนทำ เพราะชาวไร่ ปลูกขนำเพื่อเฝ้ามิให้สัตว์เข้ามากัดกินพืชผล ชาวสวนยางยกหนำเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับวิถีคนกรีดยางที่ตนเลือก ส่วนนักเรียนก็ใช้เพื่อวิถีแห่งการเรียน เมื่อจบแล้วก็เดินทางกลับ ทิ้งหนำไว้ให้กับผู้อื่นใช้ประโยชน์ต่อไป

“ผมคิดหน้าคิดหลังแล้ว บอกเลยว่าไม่ไหว เลยต้องหาวิธีการอื่นเพื่อให้ผมได้เรียนหนังสือต่อ เลยตัดสินใจเดินทางไปเรียนปอเนาะที่นครศรีธรรมราช”

การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่นี่คือจังหวัดกระบี่ คือชุมชนเล็กๆ ที่มีชาวมุสลิมอยู่เยอะก็จริง แต่คนส่วนใหญ่ฝากวิถีของตนเองไว้กับการทำมาหากินในท้องทะเลและเรือกสวนมากกว่าการเรียนศาสนา ยิ่งการเดินทางที่ยากลำบากในสมัยนั้น โลกของมุสลิมในภาคใต้ตอนบนแต่ละชุมชนแทบจะตัดขาดกับสังคมมุสลิมอื่นๆ เว้นเสียแต่ผู้สนใจศึกษา และไม่หวั่นความยากลำบากของการเดินทางไกล

ซึ่งเด็กชายดำรงค์ เริงสมุทร์ ในอดีตหรือโต๊ะครูอับดุลมาลิกในวันนี้นั้น จัดว่าอยู่ในประเภทหลัง เพราะรู้แจ้งในใจด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์ว่าโลกแห่งดุนยานั้นมิใช่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปอย่างไร้แก่นสาร กลับเป็นโลกอันควรศึกษาหาภูมิรู้แห่งมหาคำภีร์อัลกุรอ่าน ใครผู้ใดจุดคบไฟแห่งปัญหาส่องทะลุหลักการของพระผู้เป็นเจ้า ใครผู้นั้นคือมนุษย์ผู้ก้าวผ่านดุนยาอย่างสมบูรณ์

“สมัยนั้น คนในแหลมสักออกไปเรียนศาสนาน้อย มีบ้าง แต่น้อย ถ้าเราเป็นมุสลิมมันสำคัญมาก เรื่องศาสนามันละทิ้งกันไม่ได้ แต่การเรียนสมัยนั้น นอกจากขึ้นอยู่กับความศรัทธาและความมุ่งมั่นส่วนตัวแล้ว มันยังมีเรื่องปัจจัยอื่นๆ ด้วย บางคนก็คิดว่า แค่ละหมาดให้ครบ เรียนตาดีกาในหมู่บ้านให้รู้หลักศาสนาก็พอแล้ว เพราะเขาต้องทำมาหากิน การเดินทางมันก็ไกลแสนไกล มันยากลำบากสำหรับคนบางคน แต่เราคิดว่าเราเกิดเป็นมุสลิมทั้งที ต้องเรียนศาสนาให้ลึกซึ้ง ต้องถึงแก่น มันเป็นประโยชน์กับเรา กลับมาหมู่บ้านมันก็เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ เลยตัดสินใจไปเรียนศาสนา อยากให้ลึกซึ้งกับด้านนี้ เพราะเรายังเด็ก ยังมีเวลาให้ศึกษาค้นคว้า หาครู หาภูมิ เพราะพอมันโตเป็นหนุ่มต้องรับผิดชอบครอบครัว ลูกเมีย ถึงตอนนั้นการเดินทางไปเรียนมันยากแล้ว เพราะชีวิตมันมีบ่วง” ผู้เฒ่าที่มีสถานะเป็นบาบอหรือผู้รู้ในวันนี้ย้อนความคิดแรกตัดสินใจออกเดินทางไกล จากบ้าน จากถิ่น เรือกสวนไร่นา และจากครอบครัวของตนเอง เพื่อการศึกษาหาความรู้ทางด้านศาสนาและโลกกว้าง

กว่าจะเป็นโต๊ะครูอับดุลมาลิกในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย…

ไม่ง่ายเหมือนชีวิตบางชีวิตที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ปราศจากการเก็บเกี่ยว

แม้แดดบ่ายจะส่องแสงสะท้อนร้อนแรง  แต่ในดวงตาของชายชรากลับปรากฏอาทิตย์ยามเช้าเด่นดวง เมฆหมอกขาวราวแพรไหมลอยเอื่อยโลมไล้ยอดภู แลประหนึ่งว่าน้ำในตานั้นคือหยาดน้ำค้างยามอรุณ

เหมือนมีเรื่องเล่าที่อัดแน่นอยู่ในนั้น พร้อมฉากและสีสันของวันวานประกอบ รอเพียงให้ใครบางคนตั้งใจฟัง เรื่องราวที่แฝงแน่นด้วยแรงบันดาลมากล้นจักไหลหลากพรั่งพรู.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: