ตอนที่ 4

ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งปอเนาะ(2)

(แผ่นดินฟาฏอนีในดวงตาของโต๊ะครูอับดุลมาลิก(วัยหนุ่ม)

ภาพจาก http://www.fatonionline.com ประกอบเรื่อง

การศึกษาด้านศาสนา 4 ปีบนแผ่นดินปัตตานี หรือ ‘ฟาฏอนี’ ในคำเรียกขาน ‘นูซันตารา’ –ระเบียงเมกกะของชาวอาราเบียนดูจะเป็นไปอย่างคร่ำเคร่งและเอาจริงเอาจังไม่ต่างจาก 6 ปีก่อนหน้านี้บนแผ่นดินนครศรีฯ จากเด็กชายรูปกายบอบบางแห่งริมฝั่งทะเลตะวันตก ขวบวัยกำลังพาเขาเยื้องย่างเข้าสู่รุ่นหนุ่ม ร่างกายเริ่มเติบโตล่ำสันพร้อมเผชิญกับชีวิตอันลำบากในวันข้างหน้า

ชีวิตมนุษย์ก็เช่นนี้ รกพงดงหนามบนทางเดินมากขึ้นตามขวบวัย แต่สิ่งที่อัลลอฮ์ประทานให้มาต่อสู้กับบททดสอบ คือก้อนหัวใจที่ใหญ่โตขึ้นและมันมาพร้อมกับจิตใจอันห้าวหาญกล้าแกร่ง ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เลือกนั้นดีก็พร้อมจะทุ่มเทสุดแรงกายและใจ หากแต่ในทางกลับกัน เมื่อรู้ว่ามีอุปสรรคปัญหา ก็ตระหนักว่านั่นคือบททดสอบที่ต้องพร้อมลงแรงต่อสู้ฝ่าฝัน

“ตอนเรียนที่ปัตตานีมันสนุกมากสำหรับคนวัยหนุ่ม เพราะที่นั่นมีอะไรให้เราทำเยอะแยะ อาจเป็นเพราะว่าเป็นพื้นที่มีมุสลิมเยอะที่สุดในประเทศ เพื่อนก็มาก กิจกรรมก็มาก พอช่วงปิดเทอม เดือนเมาลิด(ตรงกับห้วงเวลาประสูติของท่านนบีมูฮัมหมัด ซบ. -ผู้เขียน) และเดือนบวช(รอมฏอน) ปีละ 2 เดือนก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน เพราะกลับยาก ผมกับเพื่อนจึงคิดหารายได้พิเศษด้วยการไปรับจ้างตัดยางของชาวบ้านแถบนั้น” โต๊ะครูอับดุลมาลิกย้อนเวลา

“ครั้งหนึ่งไปตัดยางที่บ้านกาแลมูตู ภาษาไทยคือบ้านท่าเรือ ปัจจุบันผมไม่แน่ใจว่าอยู่ในตัวอำเภออะไร ผมกับเพื่อนอีก 2 คนคือไอ้หมาน เด็กสะกอม (ตำบลชายทะเลใน อ.เทพา จ.สงขลา) และบังดำ คนกระบี่หาสวนยางได้เป็นของเถ้าแก่คนไทย ชื่อพี่ชุมทอง ผัวชื่อทองดี ปีนั้นติดช่วงหน้าฝนชุกติดต่อหลายวัน จึงไม่ค่อยได้ตัด พี่ชุมทองแกเลยให้ทำงานในร้าน แบกขี้ยาง ขนของให้แก พอฝนแล้ง สวนยางมันก็รกมาก เพราะหญ้ามันได้น้ำฝนหลายวัน เลยออกจากบ้านพี่ชุมทองมาอยู่ที่กงสี (คำนี้คนภาคใต้ใช้เรียกกระท่อมที่คนรับจ้างกรีดยางหรือทำสวนใช้พักอาศัย -ผู้เขียน) ไปโล๊ะยางกลางคืน (การโล๊ะยางกลางคืนนี้ เป็นการเรียกขานวิธีการที่มีส่วนคล้ายกับการล่าสัตว์ในเวลากลางคืน เช่น คนปักษ์ใต้มักเรียกคนหากบ  กลางคืนว่า ไปโล๊ะกบ ซึ่งหากกรีดยางตอนกลางวันซึ่งหาแทบไม่ได้ จะไม่ใช้คำว่าโล๊ะ –ผู้เขียน)  ตัดกันไปได้ประมาณสี่ห้าต้นก็ได้ยินเสียง แปร๋น!!! เราก็ตกใจทันที ใครสักคนอุทานขึ้นมาว่าช้างยิก(ไล่)แล้ว ก็วิ่งหน้าซีดกันไปคนละทิศละทาง ผมจำได้ว่าพวกเราวิ่งกันทั้งซ้ายขวาและทางตรง ผมออกมาทางขวา วิ่งมาออกถนนข้างนอก ปรากฏว่าช้างวิ่งไล่มาแค่ท่อนเดียว(หัวเราะ) บังดำวิ่งไปออกป่าแก ผมวิ่งไปออกบ้านคน คนตะโกนถามเป็นภาษามลายูว่ามาจากไหน ผมตอบว่าช้างยิก คนที่ถามคงฟังออกว่าผมพูดมลายูไม่ชัด ไม่น่าใช่คนแถวนั้น เลยถามออกมาอีกเป็นภาษาไทย คุยไปคุยมาเลยรู้ว่าเป็นช้างของคนแถวนั้น เขาเอาช้างไปตกปลอก(ล่าม –ผู้เขียน) เพราะข้างๆ สวนยางของพี่ชุมทองเป็นป่าไส(ป่าพรุ –ผู้เขียน) ช่วงหน้าฝนต้นไม้พืชพันธุ์มันขึ้นงาม และสวนยางไม่มีคนมาตัด เลยเอาช้างไปไว้ตรงนั้น ไอ้เราก็ไม่รู้เลยวิ่งกันไว้ก่อน(หัวเราะ)”

โต๊ะครูอับดุลมาลิกบอกว่า พอคุยกันสักพักก็รู้ว่าคนแถวนั้นเป็นคนไทยพุทธ

“เขาเรียกให้เราขึ้นบ้าน หุงหาข้าวให้กิน และให้นอนพักผ่อนเพราะเราจำทางกลับไม่ได้(หัวเราะ) ก็มันยังดึกมาก ยังไม่ทันสว่าง เลยไม่รู้จะไปทางไหน ก็นอนหลับ พอรุ่งเช้าเขาพาไปขึ้นลูกเงาะกับลูกลางสาด แถวนั้นผลไม้ดกมาก เขาให้ผมมาเป็นกระสอบใหญ่ และพามาส่งที่บ้านพี่ชุมทองด้วย เรียกว่าหนีช้างหนนั้นคุ้มมาก(หัวเราะ)

“นั่งกินผลไม้อยู่บ้านพี่ชุมทองพักใหญ่เพื่อนๆ ก็กลับมา และพวกมันก็ได้ผลไม้กันมาเป็นกระสอบเหมือนกัน เรียกว่าวิ่งไปทางไหนก็เจอชาวบ้านใจดีทั้งนั้น มานั่งเล่าให้ฟังกัน คนไทยพุทธที่พวกเราหนีช้างไปพบก็บอกเหมือนกันว่า ถ้าฝนตกให้กลับไปเอาผลไม้อีก  ของผมนี่วันสารทเดือนสิบเขาต้องไปทำบุญที่วัดก็ให้ผมไปเลี้ยงลูกให้ เราก็ได้ขนมพองขนมลามากินอีก พอจะกลับมาบ้านเขายังควักเงินให้อีกคนละสิบบาทห้าสิบบาท ได้รวมๆ แล้วสี่ห้าร้อย สมัยนั้นไม่เบาเลยนะ(หัวเราะ)”

แต่ในความทรงจำที่งามงดยังมีสิ่งค้างคาใจของโต๊ะครูอับดุลมาลิกอยู่คือ ความจำบางส่วนที่หายไปกระทั่งไม่รู้ว่าบ้านของชาวบ้านผู้เอื้ออารีเหล่านั้นอยู่ในหมู่บ้านไหน ตำบลและอำเภออะไรในปัจจุบัน เพียงแต่จำได้รางๆ ว่าอยู่ละแวกบ้านท่าเรือในจังหวัดนราธิวาส

“นี่ยังไง มันเป็นเสียอย่างนี้” ผู้เฒ่าส่ายหัวแล้วแตะที่ขมับตนเอง “มันจำไม่ได้แล้วว่าพวกเขาอยู่ในหมู่บ้านอะไร รู้แต่ว่าใจดีมาก สมัยนั้นมันเป็นอย่างนี้ คนไทยพุทธ คนมลายูในระดับชาวบ้านเขาอยู่กันไม่มีปัญหา ไม่มีทะเลาะเบาะแว้งกัน เรื่องทะเลาะกันส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับศาสนา แต่เป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจอิทธิพลเสียมากกว่า” บาบอวัยชราหยุดเหมือนทำท่านึกอะไรบางอย่าง “เหมือนเรื่องของผมอีกเรื่อง”

ในห้วงของการปิดเรียนปีหนึ่ง โต๊ะครูอับดุลมาลิกในวัยหนุ่มและผองเพื่อนออกเดินทางด้วยเป้าหมายเช่นเดิมคือใช้เวลานอกการเรียนศาสนาหารายได้มาจุนเจือชีวิตที่ลำพังห่างครอบครัว เขาและเพื่อนนั่งรถสองแถวเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ในเขต จ.นราธิวาส

“ก็ต้องการไปตัดยางเช่นเดิม ไปกับบังดำ คนในสระ(เมืองกระบี่) กับดาโอ๊ะคนนคร ตอนนั้นเข้าไปที่หมู่บ้านลูกาฮีเล อันว่าชื่อลูกานั้นมีสองหมู่บ้านติดกันคือ ‘ลูกาฮีเล’ กับ ‘ลูกาฮูลู’ ทั้งสองหมู่บ้านนี้มีเจ้าพ่อใหญ่อยู่หมู่บ้านละคน ที่ฮีเลชื่อ ‘แบเซ็ง’ ส่วนที่ฮูลูชื่อ ‘แวบาตง’ สองคนนี้เขาไม่ถูกกัน ต่างก็มีอำนาจอิทธิพลสูงทั้งคู่ ผมเข้าไปหาเจ้าพ่อฮีเลก่อน  ไปถึงก็ฝากเนื้อฝากตัว ว่าผมมาทำงานที่บ้านนี้ ถ้าผิดพลาดประการใดก็ขอมาอัฟ(ขออภัย)ด้วย แกถามผมว่ามาตัดยางของใคร ผมก็บอกว่ามาตัดยางที่บ้านโต๊ะเยาะดี มีกงสี(กระท่อม)อยู่ไกล ต้องเดินไปกิโลกว่า แกก็บอกผมว่า ที่กงสีไม่ต้องขบแจ(‘ขบ’หรือ ‘ยับ’ แจหรือกุญแจ คนปักษ์ใต้ใช้เรียกการใส่กุญแจ –ผู้เขียน) มีเงินเท่าไหร่ก็วางไว้ รับรองว่าไม่หาย ถ้าหายมาบอกแก ไม่ว่าจะนาฬิกา เสื้อผ้า เงินทองอะไรก็แล้วแต่แกรับประกันให้หมด เรียกว่าหมู่บ้านนั้นไม่มีขโมยเลย เพราะแกรับรองให้

“ทุกวัน พอละหมาดอิซาเสร็จสักตีเก้ากว่าๆ (ประมาณ 3 ทุ่มกว่า)ก็ต้องออกเดินทาแล้ว ตัดสวนนี้เสร็จก็ต้องไปสวนโน้น ตัดสวนโน้นเสร็จก็วนมาเก็บสวนนี้ เพราะมันมียางให้ตัดสองแปลง หลังจากนั้นก็ให้อีกคนหาบน้ำยางกลับบ้าน อีกสองคนไปเก็บน้ำยางสวนโน้นต่อ ชีวิตมันเป็นอย่างนี้”

โต๊ะครูอัลดุลมาลิกเล่าว่ายางพาราที่หมู่บ้านดังกล่าวไม่ได้ปลูกเป็นแนว หรือที่ใต้เรียกว่า ‘เป็นโสด’ อย่างที่เราคุ้นตา แต่ปลูกกันเป็นหย่อมๆ ซึ่งกรรมวิธีที่เคยชินทั้งการตัด(กรีด)และการเก็บน้ำยางจึงค่อนข้างยุ่งยากลำบากกว่าเดิมนัก ด้วยบางครั้งก็ยากแก่การจดจำว่าตรงไหนตัดแล้วหรือยังไม่ได้ตัด  แต่ละหย่อมมีประมาณร้อยต้น

เกร็ดบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในสวนยาง ‘งานช่วงปิดเรียน’ของเด็กปอเนาะหนุ่มคนนี้ก็ชวนขบขันใช่หยอก

“ตัดกันไปพลางก็หุงข้าวกันไปพลาง เพราะช่วงนั้นเป็นเดือนบวช(รอมฏอน) กินข้าวบวชเสร็จก็เก็บสวนนี้ได้ แล้วผลัดเวรกันหาบ ตอนนั้นถึงเวรผมหาบพอดี หาบน้ำยางออกมาสักพัก ไม้หาบก็ไปทับสายไฟ(ตะ)เกียงแก้ส มันก็ดับพรึ่บ! ไม่มีไฟ ไม้ขีดก็ไม่มี เดินต่อไปก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยว(สะ)ดุดรากยางล้มหน้าทิ่มน้ำยางหก เมื่อทำอะไรไม่ถูกก็เลยนั่งอยู่ตรงนั้น พวกมา ตัดยางทีหลังเราเดินมาเจอเงาตะคุ่มๆ อยู่ในความมืดก็ตกใจวิ่งกันอุตลุด ผมตะโกนบอกว่าอย่าวิ่งๆ  เขาก็ถามเป็นภาษามลายูว่ามาทำอะไร ก็เล่าให้ฟัง เขาจึงค่อยๆ ย่องมาจุดไฟให้ นึกเรื่องนี้แล้วขำมาก(หัวเราะ)

ขณะใช้ชีวิตเป็นชาวสวนยางในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น เด็กหนุ่มได้ยินเรื่องราวความดุของเจ้าพ่อสองหมู่บ้านเสมอ ซึ่งก็น่าหวาดหวั่นอยู่หรอก ที่ความเป็นความตายในหมู่บ้านถูกบอกเล่าเข้าหูทุกวี่วัน

“วันหนึ่งผมกำลังหมุนยางอยู่ที่จักรยาง ได้ยินเสียงเหมือนประทัด ดัง ปุๆๆๆ จึงถามคนที่มาทำยางว่าเขาจุดประทัดกันที่ไหน คนที่นั่นบอกว่าถ้าเสียงอย่างนี้น่าจะเป็นลูกปืน ซึ่งถ้าเป็นแถวบ้านเราคงคิดว่าประทัด เพราะคุ้นเคยกับมันมากกว่า แต่ปรากฏว่าในบ่ายวันนั้น แวบาตง เจ้าพ่อลูกาฮูลูตายแล้ว ถามๆ กันก็รู้ว่า แวบาตงแกมีเมียสองคน คนหนึ่งถ้าจะไปหาต้องเดินทางผ่านหมู่บ้านฮีเล ผ่านบ้านของแบเซ็ง สงสัยกันว่าลูกน้องแบเซ็งยิง ผมไปดู นอนตายอยู่ในปลักควาย คงจะออกวิ่งไป และเจอหนังสือพิมพ์รองนั่ง และมีก้นสูบยาอยู่ น่าจะดักรอยิง  เขาก็วิจารณ์กันซุบซิบว่าคงเป็นฝีมือของแบเซ็งแน่นอน พูดถึงแบเซ็งนั้น แกมีเมียอยู่ทั้งหมดสี่คน ถ้าแกทิ้งเมียคนไหนก็ไม่มีใครกล้าเอาต่อเพราะถือว่าเป็นบากัส(รอย)ของแก แม้แกไม่พูดแต่ก็ไม่มีใครกล้า ก็คิดกันไปว่าใครเอาก็ตาย แบเซ็งแกทำตัวเหมือนพระยา เวลาไปหาแก ต้องคลานเข้าไปแกถึงจะพอใจ เขาเรียก ‘ออแฆตีมู’ หรือ คนดังของที่นั่น เราต้องลีบเล็กเหมือนคนไม่มีอะไร คนดังอย่างแก ใครไปทำให้ไม่พอใจก็ต้องหนีลูกเดียว ขนาดทหารหรือตำรวจจะผ่านถนนบ้านแกตอนกลางคืนยังต้องขออนุญาต เพราะแกก็คงกลัวถูกลอบยิง กลางคืนบ้านแกจะมีตำรวจลูกน้องแกมาเฝ้าด้วย ผมก็ทำงานไปอย่างเดียว จนกระทั่งปอเนาะเปิดเรียนก็กลับ”

ชีวิตในปอเนาะสำหลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่โลกในดวงตากลับกว้างขวางขึ้น ต้นปีพุทธศักราช 2485 นายดำรงค์ เริงสมุทร์ก็ตักตวงความรู้ทางศาสนาได้ในระดับที่น่าพอใจจึงเก็บสำภาระออกเดินทางกลับ แต่เป้าหมายแรกที่เขาต้องการไม่ใช่บ้านเกิดที่จากมานานนับสิบปี แต่เขากลับเบี่ยงเส้นทางกลับเพื่อแวะไปที่ปอเนาะบ้านตาลเพื่อเยี่ยมครูบาอาจารย์ คือ‘อัลมัรฮุมฮัจยีเดช พิศสุวรรณ’ ปู่ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ การแวะนอนเพียงหนึ่งคืนที่นั่นเพื่อเยี่ยมครูกลับเป็นการจุดคบไฟให้เส้นทางแก่เด็กหนุ่มอีกครั้ง เมื่อครูบอกเขาว่าหยุดเรียนปอเนาะได้แล้ว ความรู้ที่ได้เพียงพอต่อการทำงานศาสนาในบ้านรา แต่เขาควรเดินทางต่อไปยังประเทศอียิปต์เพื่อเรียนต่อด้านศาสนาขั้นสูงสุดที่นั่น และควรแวะทำฮัจย์ที่นครเมกกะ ซาอุดิอาระเบียก่อน

“เพราะลูกของเขา คือพ่อแม่ของ ดร.สุรินทร์อยู่ที่เมกกะ แกอยากให้พ่อแม่ของ ดร.สุรินทร์อบรมสั่งสอนมารยาทของเราเสียก่อน ก่อนไปอียิปต์ แกบอกว่า นั่นแหละ มึงต้องหาเงินไปอียิปต์ แกสั่งว่าอย่างนี้เลย ต้องหาให้ได้อย่างน้อยสามหมื่นห้าพัน ถ้าแค่ไปเมกกะแค่หมื่นเดียวก็พอ เพราะต้องขึ้นเรือน้ำจากไทยไปเมกกะและจากเมกกะขี่เรือบินไปอียิปต์อีกที”

ประกายฝันวับวามทั้งยามหลับและตื่น เสียงอาซานแห่งมหาสุเหร่า ‘ฮารอม’ ณ เมกกะ ดังก้องในห้วงคำนึงของชายหนุ่ม เช่นเดียวกับหลังคารูปโดมเหนือท้องทุ่งทะเลทรายดินแดนปีรามิดที่วนเวียนมาให้ถวิลถึง

ชายหนุ่มหอบคำพูดของครูกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น –บ้านเกิดรอเขาอยู่ปลายทาง แต่ใจของโต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มเตลิดผ่านมหาสมุทรไปเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าท้ายที่สุดผลของมันจะออกมาในรูปแบบไหน อิชชาอัลลอฮ์ –ทุกสิ่งเป็นไปตามประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า

ซึ่งชายหนุ่มเชื่อมั่นด้วยศรัทธาว่า พระองค์ทรงมอบหนทางอันยาวไกลให้เขาได้สืบเท้าก้าวเดินอยู่เสมอ.

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: