ตอนที่ 5

ฉากชีวิตกลาง ‘เมกกะ’: คุกทะเลทรายใต้เสี้ยวจันทร์

โต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มมุ่งมั่นว่าตนเองต้องเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งทะเลทรายให้จงได้ เพราะประเทศแห่งคาบสมุทรอาระเบียนแห่งนั้นนอกจากเป็นแหล่งกำเนิดซึ่งร่อซู้ลแล้ว ดอกผลแห่งอิสลามยังงอกงามเบ่งบานและมีความรู้ให้เขาตักตวงได้มิมีสิ้นสุด

ชายหนุ่มเดินทางกลับมาบ้านแหลมสักด้วยจิตใจอันมุ่งมั่น และไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาจัดการวางแผนขายสวนที่บ้านหนองหลุมพอซึ่งผู้เป็นบิดาแบ่งให้เขาไว้ 25 ไร่ โดยตั้งราคาไว้สามหมื่นบาท แต่บททดสอบปรากฏอยู่เสมอเมื่อที่ดินแปลงนั้นกลับขายไม่ได้ มีคนจำนวนมากอยากได้และเข้ามาดูที่ แต่พวกเขาไม่มีเงินซื้อ

เงินจำนวนนั้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อสี่ส้าห้าสิบปีก่อนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เฉพาะมหาเศรษฐีเท่านั้นที่มีปัญญาครอบครอง

“ตอนนั้น คิดว่าคงหมดหวังไปอียิปต์แล้ว เลยรวมเงินที่บ้านได้มาราวหนึ่งหมื่นห้าพันบาท สมัยนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ เทียบกับสมัยนี้คงเป็นแสน เฉพาะค่าเรือไปกลับเขาคิดห้าพันบาท แต่เขาประกาศว่าถ้าใครไปแล้วไม่กลับจะเก็บแค่ครึ่งเดียวคือสองพันห้าร้อยบาท  เอาแต่ขากลับเท่านั้น แต่เขาจะเก็บเงินไว้ก่อนเลยห้าพัน ตอนนั้นมีเรือ 2 ลำแข่งกัน ลำหนึ่งชื่อกาวีน่า เป็นของอินโดนีเซีย อีกลำชื่อฮวยยิ่ง ของคนไต้หวัน เขาก็แย่งกันหาลูกค้าอุตลุด กาวีน่าใช้วิธีโฆษณาว่าหากใครไม่กลับเขาจะเก็บแค่ครึ่งเดียว ไปถึงเมกกะแล้วถ้าใครไม่อยากกลับก็มาเอาเงินที่เรือครึ่งที่เหลือ ผู้จัดการเรือชื่อ ‘อับดุลเราะมาน ยามู’ คนปัตตานี แกมีแผนการว่านักเรียนที่อยากเดินทางไปเรียนที่โน่นให้มาขึ้นเรือแกให้หมด สมัยนั้นไปกันร้อยกว่าคน”

การเดินทางไปทำฮัจย์ที่นครเมกกะของโต๊ะครูอับดุลมาลิกเริ่มต้นขึ้นเมื่อราวปีพุทธศักราช 2507 แผ่นดินแม่เลือนรางอยู่ทางด้านหลัง เส้นทางที่อัลลอฮ์กำหนดให้ปรากฏอยู่ข้างหน้า ผิดแต่ชายหนุ่มไม่รู้อุปสรรคอันเป็นบททดสอบ ไม่ทราบว่ามันจะเหน็บหนาวหรือเร่าร้อน ทุกสิ่งทุกอย่างที่คอยเขาอยู่บนแผ่นดินของท่านร่อซู้ลมีแต่พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่รู้ล่วงหน้าและขีดเส้นเอาไว้ให้

“พอไปถึงที่เมกกะ ก็แยกย้ายกันไปทำฮัจย์ แต่เขา(ผู้จัดการเรือกาวีน่า)เก็บพาสปอร์ตคนไทยทั้งหมดเอาไว้ หลังจากทำประกอบฮัจย์กันเสร็จ ก็ได้ยินเขาประกาศก่อนเรือเดินทางออก 1 วันว่าให้พวกที่ไม่กลับไปรับพาสปอร์ตที่เรือ รับพาสปอร์ตเสร็จแล้วค่อยนั่งรถกลับเมกกะ แผนการของเขาคือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจซาอุดี้ไว้แล้ว พวกที่ไปรับพาสปอร์ตจะถูกตำรวจจับขึ้นเรือทั้งหมด” โต๊ะครูอับดุลมาลิกย้อนความ ก่อนเว้นประโยคเพื่อเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำมาจิบแก้คอแห้ง

“แต่ผมโชคดี ขอบคุณอัลลอฮ์ที่ประทานให้” เขากล่าวและแหงนใบหน้ามองข้างบนชั่วขณะหนึ่ง

“อย่างที่บอกไว้ว่าผมไปอยู่กับพ่อของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ชื่อท่าน ‘อิสมาแอล’ คนนครศรีธรรมราช ผมเลยขอให้ท่านเดินทางไปรับพาสปอร์ตมาให้ ผมพอเดาออกว่ามันเกิดอะไรขึ้นจึงไม่เดินทางไปเอง ท่านอิสมาแอลไปรับพาสปอร์ตมาสักพักตำรวจก็ขึ้นมา ถามว่าโต๊ะแซ (หมายถึงตำแหน่งผู้จัดการฮัจย์ที่ต้องรับผิดชอบคณะบุคคลคณะหนึ่งขณะเดินทางไปทำฮัจย์ในนครเมกกะ –ผู้เขียน) อยู่ที่ไหน โต๊ะแซของผมชื่อ ‘สุลัยมาน ยาบีรฺ’ ซึ่งพ่อของ ดร.สุรินทร์อยู่กับแซะนี้ด้วย  แต่ว่าท่านอิสมาแอลคงหลบไปอยู่ในมัสยิดฮารอมแล้ว เพราะข้างในนั้นตำรวจไม่เข้าไปจับ ต่อให้ต้องคดีร้ายแรงแค่ไหนหากหลบเข้าไปอยู่ในนั้นเขาจะไม่จับ เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับมุสลิมทุกคนที่ไปทำฮัจย์ในเมกกะ ออกมาถึงจะดำเนินการจับ”

การตัดสินใจอยู่ต่อในนครเมกกะทั้งที่รู้ว่าจะกลายเป็นคนมีความผิดฐานหลบหนีเข้าเมือง โต๊ะครูอับดุลมาลิกบอกตนเองว่าเขาตั้งใจทำผิดเพื่อการศึกษา มิใช่สิ่งอื่นใด ขณะนั้นเขามีเพื่อนอีกคนพร้อมภรรยาที่ร่วมทางด้วยคือ ‘อับดุลมุตตอลีบ’ ชาวบ้านท่าเสา จ.สงขลา

“หลังทำฮัจย์เสร็จ ผมรวบรวมเงินที่เหลือไปซื้อจักรเย็บหมวกมา 1 ตีน พร้อมผ้า ลูกด้าย และฝ้าย อยากทำหมวกกะปิเยาะ(หมวกครอบศีรษะไม่มีปีกของมุสลิม -ผู้เขียน)ขาย ไม่เคยทำ แต่คิดว่าเราต้องทำได้ ตอนนั้นราคาหมวกมันดี  อาชีพคนไทยที่ไปอยู่ซาอุดี้สมัยนั้นก็มีแต่พวกนี้แหละ เย็บหมวก เย็บเสื้อตุ้บ(เสื้อคลุมของมุสลิม) คนไทยฝีมือประณีต เขานิยม แต่ผมไม่เข้าเค้าที่ว่าเลย (หัวเราะ) ผมทำรึงรังกึงกัง ดูมั่วๆ แต่สุดท้ายก็ขายได้ สงสัยเขาเห็นว่ามันแปลก(หัวเราะ) น้ำมันจักรติดหลุหละเสียหมด(หลุหละในภาษาถิ่นใต้คือความหมายเละเทะ ดูไม่ได้ –ผู้เขียน) ปรากฏว่าอาหรับชอบ เพราะถือว่าเป็นของใหม่ คนอาหรับเขาอย่างนี้ เปื้อนๆ มอมแมมเขาถือว่าใหม่ ไม่มีใครเคยใช้(หัวเราะ) คนที่ซื้อไปมากเป็นพ่อค้าชาวเยเมน สวยไม่สวยมันเอาทั้งนั้น ทั้งที่ผมเย็บดอกไม่เป็นดอก(หัวเราะ) มันมากว้านซื้อแล้วเอาไปขายที่ริยาด แล้วเอากลับไปเยเมน เดือนละครั้ง เราต้องตุนเอาไว้ให้ เพราะมันล็อคจำนวนไว้เลย มันบอกว่า “ซายูน” หมายถึงอย่าขายใครนะ ช่วงแรกๆ ก็ทำจนหลุดค่าผ้า ค่าน้ำมัน ได้กำไรมาบางส่วน หลังจากนั้นก็เริ่มชำนาญ จึงลงมือทำยาวจนกระทั่งกลับบ้าน”

เมื่อจับเครื่องมือหาเลี้ยงชีพได้แล้วก็เหมือนการผลักภูเขาออกจากอกไปเปราะหนึ่งสำหรับคนต่างชาติต่างภาษาที่มีชนักความผิดฐานหลบหนีเข้าเมืองติดหลัง แต่เป้าประสงค์ตั้งใจแรกก็ก็ไม่อาจทิ้งได้

“ผมเข้าเรียนในมัสยิดฮารอม กลางวันจะไปเรียนในโรงเรียนชื่อ ‘ดารุลอุลูม’ เรียนศาสนาผสมสามัญด้วย เกี่ยวกับเรื่องยุกรอเฟีย(ภูมิศาสตร์) ตาริก(ประวัติศาสตร์) อุลูมวัลซีห๊ะ(วิชาเกี่ยวข้องกับสุขศึกษาอนามัย) อัลหิซาบ(คณิตศาสตร์) และฮันดาซะฮ์(เรขาคณิต) เรียน 7 โมงเช้าถึงบ่ายโมงก็หยุด หลังจากนั้นก็กลับมาบ้านพักเพื่อเย็บหมวกต่อ พอหัวค่ำ 6 โมงเย็นก็กลับไปละหมาดมักริบ ทุ่มหนึ่งก็เรียนกีต๊าบ เกี่ยวกับกฏหมายอิสลาม จนถึง 2 ทุ่มครึ่งก็ละหมาดอีซากันต่อ แล้วจึงเรียนกีต๊าบกันต่ออีกเล่ม พอเสร็จก็กลับบ้านไปกินข้าว เย็บหมวกต่อจนถึงเที่ยงคืน จึงนอน พอตีห้าครึ่งก็ตื่นไปละหมาดซุบฮฺ แล้วเรียนกีต๊าบ 2 เล่มก่อนกลับมาอาบน้ำกินข้าวและแต่งตัวไปโรงเรียน เรียกว่าชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ทุกวี่วัน อยู่แต่กับมัสยิดฮารอม บ้านพัก เรียน แล้วก็เย็บหมวก

“ในบ้านพักของผมมีเพื่อนอยู่ร่วมกันอีก 2-3 คน มีนายฮาฉิม คงดื่ม คนคลองเม่า กระบี่ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว กับนายสอและ ยุมดูน คนทับปุด พังงา ปัจุจุบันเสียชีวิตแล้วเหมือนกัน และคนสุดท้ายคือคนที่เป็นน้องเขยยของผมปัจจุบัน”

ชีวิตของผู้มีชนักติดหลังฟังดูราบเรียบเหมือนผิวน้ำทะเลยามบ่าย หารู้ไม่ว่า คลื่นใหญ่หลายลูกม้วนตัวอย่างรุนแรงอยู่ใต้น้ำ รอวันพุ่งแรงขึ้นมาข้างบน

“อยู่ๆ มาก็มีเรื่องจนได้ เมื่อสถานทูตไทยเขาประกาศให้นักเรียนไทยในซาอุดี้ไปประชุมรวมกัน เขาจะเลือกประธานและกรรมการนักเรียนไทย เขามีการจัดเลี้ยงใหญ่ มีการหุงข้าวหมกเลี้ยงกันด้วย และมีประกาศมาว่าถ้านักเรียนไทยคนไหนมีชุดสูทสากล ใครไม่มีให้ใส่เสื้อตุ๊บไป ผมมีชุดสากลจึงแต่งไป ออกเดินทางกันไปหลายคันรถ สมัยนั้นมีอาจารย์แช่ม พรหมยงค์ อยู่ที่ซาอุดี้ด้วย แกเพิ่งถูกคดีในเมืองไทยหลบไปอยู่จีนมั่ง รัสเชียมั่ง ซาอุดี้บ้าง ช่วงนั้นแกอยู่พอดีจึงไปด้วย พอไปถึงเขาจัดงานเหมือนงานสนุกทั่วไป มีการสอยดาวด้วย ก็มีการเลือกประธานของนักเรียนไทยจนดึกตี 3 กว่า ได้นายอาแซ คนยะลาเป็นประธาน นายอาลี คนนครเป็นรองประธาน ผมได้รับเลือกให้เป็นกรรมการชุดนั้นด้วย

“ขากลับก็นั่งรถบัสคันเดิมกลับ มาเจอด่านตรวจ เขามีไม้กั้นไม่ให้รถผ่าน แต่รถของอาจารย์แช่มผ่านไปแล้ว มี 3 คันที่ไม่ได้ผ่าน ผมอยู่คันแรกเลย ตำรวจก็ขึ้นมาตรวจ จริงๆ คนหลบหนีเข้าเมืองมีไม่กี่คนหรอก ผมก็เป็นต่างด้าว ตำรวจถามว่าใบต่างด้าวมีไหม ก็ตอบพร้อมกันทั้งรถว่า มีๆๆๆ เขาถามว่าอยู่ไหน  ก็บอกกันว่าอยู่บ้านทั้งนั้น

“คืนนั้นเดือนมันสว่าง เริ่มมองเห็นท่าไม่ดีแล้ว เพราะท่าทางตำรวจมันเอาจริง พวกเราก็ตัดสินใจกรูกันลงจากรถ ตำรวจตกใจถามว่าจะไปไหน  เราบอกว่าจะไปเยี่ยว(หัวเราะ) จากนั้นก็วิ่งกันสุดฝีเท้า

“จากด่านที่ว่านี้ถึงบ้านพักมันไกลกว่าห้าสิบกิโลเมตร มีคนอ้วนชื่อนายหมีดกับนายหมุด มันวิ่งไม่ทันเพื่อนก็ตะโกนบอกว่าอย่าวิ่งๆ ให้เดินเร็วๆ ก็พอ (หัวเราะ)  เจอทางขึ้นเนิน วิ่งไม่ค่อยไหว ตอนนั้นตัดสินใจว่าจะไม่วิ่งบนถนน แต่จะวิ่งฝ่าทะเลทรายเอา พอวิ่งมาสักพักหันไปมองเหลือเพื่อนแค่ 12 คนเพราะที่เหลือมันวิ่งไปทางถนนหมด พอมาเจอทรายมันก็วิ่งไม่ค่อยไหว เพราะรองเท้าเราหนาและใหญ่ จึงถอดรองเท้า มันมีหนามทะเลทรายเล็กๆ ตำเจ็บเท้ามาก เลยบอกเพื่อนว่าหยุดเถอะ อย่าเพิ่งวิ่งให้ประชุมกันก่อน (หัวเราะ) ถามเพื่อนว่าพวกมึงจะวิ่งไปไหน เพื่อนบอกวิ่งไปเมกกะ เลยบอกว่าเราจะวิ่งไปได้อย่างไรสี่ห้าสิบกิโล เพื่อนอีกคนบอกว่าวิ่งไปทางวะดี ซึ่งเป็นทางลัด ผมชี้ให้เห็นว่าโน่น ตะวันจะขึ้นแล้ว ไม่มีต้นไม้ให้หลบร้อน น้ำจะกินก็ไม่มี เพื่อนถามว่าแล้วจะเอาอย่างไร ผมเลยบอกให้วิ่งกลับไปทางด่านตรวจ แต่ถ้าตำรวจจะจับเราก็ไม่เป็นไร ดีกว่าตาย ถ้าเราสามารถเดินอ้อมด่านตรวจไปได้ เราจะไปสถานทูตไทย อีกกลุ่มไม่เห็นด้วย เขาจะไปต่อเลยแยกกันตรงนั้น 6 คน จับมือสลามกันแล้วอวยพรให้ปลอดภัย  ผมหันมาบอกเพื่อนที่เหลือว่าถ้าเราเดินผ่านด่านตรวจแบบเพ่นพ่านก็ถูกเอารถมาจับ เพราะเขารู้ว่าไอ้พวกเมื่อคืนแน่ๆ เลยให้เดินเรียงแถว  เขาจะได้เห็นเหมือนเรามาคนเดียว ซึ่งอาจเป็นชาวบ้านก็ได้ เอารถออกจากด่านให้เปลืองทำไม พวกผมจึงเดินผ่านด่านมาได้ คิดตอนนั้นแล้วก็ตลกตนเองว่าคิดได้ยังไง (หัวเราะ)

“เดินเข้าหุบเขา ไปเจอบ่อน้ำ เอาก้อนหินโยนลงไปได้ยินเสียงน้ำ แต่ไม่มีที่ตัก บังเอิญคนอาหรับเลี้ยงแกะ และผู้หญิงปิดหน้าเที่ยวหาเห็ดสะพายย่ามผ่านมา เขาบอกว่ามีน้ำขาย เลยรวมเงินกันคนละเหรียญสองเหรียญมันเอาทั้งหมด มันไปเอาน้ำที่ขังไว้ในยางรถยนต์สำหรับให้แกะกับแพะกินมาให้เรา โอ้โห! มันขมปร่า ขมติดลิ้นติดคอเลย แต่ก็กินหมดด้วยความกระหาย หลังจากนั้นออกไปเจอถนน เลยบอกให้เพื่อนคนหนึ่งไปดักรถสักคัน อย่าไปทุกคนเพราะเรานุ่งกางเกง มันดูประหลาด พวกที่เหลือจึงนอนราบกับพื้นให้เพื่อนคนเดียวไปยืนรอโบกรถ นัดแนะกันว่าให้บอกเขาว่ารถเรายางแตก หลายคันไม่จอดรับ พอดีเจอคนอาหรับขับรถกระบะบรรทุกถ่านไปขาย เขาถามว่ามีค่ารถไหม เราบอกว่าไม่มีค่ารถ เรากำลังจะไปสถานทูตไทย เขาบอกไม่รู้จัก พวกเราก็ไม่คุ้นเคย แต่ก็รับเราไป สภาพแต่ละคนตอนนั้นมอมแมมมาก

“พอมาเจอธงชาติไทยรู้สึกโล่งใจมาก สบายใจแล้ว ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้ เจ้าหน้าที่สถานทูตเขาถามเราก็เล่าให้ฟัง สักพักมีโทรศัพท์เข้ามา บอกว่าพวกที่เหลือถูกจับเต็มตารางแล้ว(หัวเราะ)

“เพิ่งมารู้ทีหลังว่า 6 คนที่แยกจากเราไป พวกมันเดินไปเจอสวนแตงโม เขาเรียก ฮับ-ฮับ พวกมันก็ขโมยแตงโมมากินกันจนอิ่ม แตงโมนี่กินมากมันจะแน่น หมดแรงไปไม่รอด ก็เลยหลับกันอยู่ตรงนั้น (หัวเราะ) เจ้าของสวนมาเจอเลยเรียกตำรวจมาจับ แล้วเอาไปขังรวมกับพวกที่เหลือ ได้นอนห้องเดียวกัน(หัวเราะ)

“ท่านทูตไทยขณะนั้นบอกว่า “นั่นยังไง คนไทยเราต้องมีมันสมอง(หัวเราะ) ตอนเช้าได้กลับเข้ามาเมกกะกับหน่วยพยาบาลของสถานทูตที่มาดูแลรักษาคนไทยที่เดินทางมาทำฮัจย์ ซึ่งรถคันนี้ไปไหนจะไม่มีการตรวจค้นหรือจับกุม เพราะมีธงชาติไทยติดอยู่ เขาจะรู้ว่าเป็นรถสถานทูต”

อีกครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่โตะครูอับดุลมาลิกสามารถนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าได้อย่างน่าขบขันระคนความรู้สึกทึ่งต่อการใช้ชีวิตอย่างบากบั่นและสู้ทนกลางนครหลวงของโลกมุสลิมของเขา

“มีตำรวจพาชาวอาหรับมาตรวจค้นบ้าน ตอนนั้นผมเพิ่งกลับจากจ่ายกับข้าวที่ตลาด อาบน้ำเสร็จแล้วและกำลังใส่เสื้อก็ได้ยินเสียงตะโกนมาว่าตำรวจมา โก่งคอดูทางหน้าต่างก็เห็นเข้ามาแล้ว สักพักมาเคาะประตู ผมรีบวิ่งไปแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้า เขาเจอน้องสาวผม ซึ่งตอนนั้นเดินทางไปอยู่ด้วย ซึ่งตำรวจอาหรับเขาจะไม่จับผู้หญิง ถามน้องผมว่ามีผู้ชายไหม น้องสาวบอกไม่มี มันถามอีกว่านี่รองเท้าใคร และขอเข้าไปตรวจค้น น้องผมก็ไม่กล้าห้าม มันจึงมาเจอผมในตู้เสื้อผ้า เลยถูกจับ

“จับผมเสร็จมันก็ขึ้นไปจับข้างบนอีก ทีหลังมารู้ว่ามันขึ้นไปจับคนไทยมาให้คนอาหรับที่มาด้วยดูตัว เพราะก่อนหน้านี้มีการทะเลาะกันระหว่างคนปัตตานีกับคนอาหรับที่เป็นระดับเจ้านาย มีการชกต่อยกัน พอต่อยเสร็จก็หนี มันก็เลยมาตามจับคนนั้น ซึ่งเราคนไทยถูกจับทั้งหมด 6 คน ปรากฏว่าไม่ใช่ตัวก่อเหตุเลยสักคน ผลสุดท้ายไอ้ตำรวจคนนั้นมันถามว่ามีบัตรต่างด้าวไหม ผมบอกว่ามี ตำรวจก็พาไปตรวจค้น ผมเลยไปเอาพาสปอร์ตให้มันดู ปรากฏว่าไม่เกี่ยวกับใบต่างด้าว มันก็พาไปขังที่โรงพัก

“พอคืนที่สอง หลังละหมาดมักริบเสร็จ มันก็พาไปสืบสวน มันถามว่าอยู่ประเทศไหน ตอบว่าไทยแลนด์ มันถามว่ามาทำอะไร ตอบมันว่ามาเรียนศาสนา และถามอีกว่ามากี่ปี ก็บอกให้มันดูพาสปอร์ตเอา เพราะบางคน 3 ปี บางคน 5 ปี บางคน 15 ปีก็มี ถามว่าอยู่บ้านอะไร ก็ตอบว่า ถูกจับที่ ต.ชัยอามีรฺ มันถามว่าเจ้าของบ้านชื่ออะไร ก็ตอบว่า ‘มูฮัมหมัดอารบีรฺ’ เพราะเราไม่รู้ว่าที่เขาถามเช่นนั้นเพราะเขาต้องการเอาผิดเจ้าของบ้านด้วย จึงบอกตามตรงไป มันถามอีกว่ามีเมีย มีลูกไหม ตอบไปว่าไม่มี แต่เพื่อนอีกคนรับบอกว่ามีทั้งลูกทั้งเมีย เพราะมันเข้าใจว่าเขาจะสงสาร เราจึงรีบบอกเป็นภาษาไทยว่ามึงระวังลูกเมียจะถูกจับด้วยนะ หลังจากนั้นมันก็สอบสวนทีละคน พอรุ่งเช้าก็ถูกส่งไปศาลในตัวเมือง เจอเจ้าของบ้าน พอเขารู้ว่าเราบอกว่าอยู่บ้านใคร เขาก็บอกว่าตายแล้ว เขาถูกจับด้วยแน่ๆ และพอรู้ว่าเพื่อนบอกว่ามีลูกเมีย เขาแนะนำว่าให้กลับคำให้การในชั้นศาลเสีย พอขึ้นศาล เราก็กลับคำให้การทั้งหมดว่า อาศัยกินอยู่หลับนอนในมัสยิดฮารอม แต่เรามาถูกจับที่บ้านหลังนี้ เพราะไปเที่ยวหาซื้อแพะ พอมีคนตะโกนว่าตำรวจมา เราก็ตกใจวิ่งเข้าไปหลบในบ้านหลังนั้น เพื่อนอีกคนก็กลับคำให้การว่าที่บอกว่ามีลูกเมียอยู่หมายถึงอยู่ที่เมืองไทยโน่น ไม่ได้มาเมกกะด้วยกัน

“พอเสร็จจากนั้น ก็ถูกพาไปขังคุกที่เมืองมีน่า เป็นคุกเล็กๆ ไม่มีช่องหน้าต่าง ร้อนจนดำเกรียมเป็นตอตะโก ไม่มีเสื่อ ไม่มีลมผ่าน พอกลางคืนก็หิวน้ำจนไส้กิ่ว เขามีสายยางมาให้ แต่ให้หาอะไรมารองน้ำเอาเอง เพราะไม่มีกระป๋องหรือแกลลอนให้ เราไม่มีอะไรติดตัวมาเลย แต่คนอียิปต์อ้วนๆ ที่มาอยู่ก่อนคนหนึ่งมีกระป๋อง แกเอาไว้รับน้ำไว้ดื่มตอนกลางคืน พอแกหลับเราก็ไปขโมยน้ำแก(หัวเราะ)”

“อยู่ในนั้น ได้ความรู้อีกว่า พวกคนไทย มาเลย์ อินโด ที่จมูกแบนๆ พวกจีน ฟิลิปปินส์ คนอาหรับจะเรียกว่าพวก ‘ยาวา’ ซึ่งเป็นพวกอินโด พอตื่นเช้าคนอียิปต์อ้วนตื่นขึ้นมาแล้วน้ำหาย แกถามว่าใครขโมยน้ำแก พวกนิโกรบอกว่าพวก ‘ยาวา’มาลัก แกก็เสียงดัง ด่าเป็นภาษาอาหรับ เพื่อนชื่อ ‘ฮาซัน ซอและ’แกอยู่มา 15 ปี ภาษาอาหรับคล่องปรื๋อก็เถียง แกถอดเสื้อตุ๊บเหลือแต่กางเกงใน แล้วบอกให้เราถอดเสื้อผ้าให้หมด พวกนิโกรถามว่าถอดทำไม ฮาซันกำหมัดและยกเป็นการ์ดขึ้น บอกว่าจะต่อยกันแล้ว บอกภาษาอาหรับว่า “มูซอรออะ” พวกนิโกรถามอีกว่า พวกแกมาจากประเทศไหน เราตอบเสียงดังว่าไทยแลนด์ พอบอกไทยแลนด์มันก็โบกมือ บอกว่าไม่เอาๆ มันทำท่าศอก เข่า และต่อย แล้วส่ายหน้าบอกไม่เอาๆ สรุปว่าเราชนะกันเพี้ยนๆ (หัวเราะเสียงดัง) สงสัยมันเห็นมวยไทยในโทรทัศน์(หัวเราะ)”

แม้แสดงท่าขึงขังใช้เชิงมวยไทยท้าทาย แต่ในใจของไอ้หนุ่มฉกรรจ์จากเมืองไทยมิวายหวาดหวั่นอยู่ข้างใน

“พอเป็นมวยอยู่บ้าง แต่จริงๆ เราโดนมันจับหนีบก็ตายแล้ว ตัวโตยังกะยักษ์ สู้แรงกันได้ที่ไหน เรานี่ทำท่าเหมือนจะเหนือกว่านะ เพราะมีอาวุธมวยไทยอยู่ในตัว แต่ในใจคิดว่าจะโดนมันจับหักคอเสียหรือเปล่า(หัวเราะลั่น)”

อีกเกร็ดของคนไทยซึ่งมีดีอยู่ที่ชื่อเสียงของศิลปะป้องกันตัวยังเกิดขึ้นอีกรอบขณะโต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มและผองเพื่อนคนไทยถูกจองจำอยู่ในคุกแห่งดินแดนทะเลทราย

“อยู่มาสามวัน ส้วมคุกมันเต็ม พวกผู้คุมมันก็บอกให้นักโทษรื้อส้วม โดยการเปิดบ่อให้นักโทษลงไปตักแล้วเอาไปทิ้งข้างนอก  เราคนไทยก็มานั่งหารือกันว่าจะทำอย่างไรกันดีโดยไม่ต้องรื้อส้วม(หัวเราะ) คิดเอาตัวรอดทั้งเพ(หัวเราะ) ก็ตกลงกันว่า พอเพื่อนลงไปคุ้ยส้วมเราก็ละหมาดทันที จังหวะยืนกอดอกก็นาน…นานเข้าไว้ ก้มลงแนบพื้นก็แช่เอาไว้ นักโทษพวกอื่นก็มาดูกันใหญ่ และด่าว่าเราว่าละหมาดอย่างนี้กันไม่ได้ ผู้คุมมาเห็นก็ปรามว่า อย่าว่าพวกเรานะ กำลังละหมาดกันอยู่(หัวเราะ) พอพวกมันรื้อเสร็จเราก็ละหมาดเสร็จพอดี หลังจากนั้นพวกนิโกรมันก็บอกว่า พวก ‘ยาวา’ นี่มันเหลี่ยมที่สุด”

โต๊ะครูอับดุลมาลิกบอกว่า อยู่ในคุกของซาอุดี้ไม่ได้ถูกขังกันเปล่าๆ แต่มีโทษที่ต้องชำระสะสางกันตามคดี

“เขาเอานักโทษขึ้นรถไปเฆี่ยน เอามือเกาะผนังแล้วเฆี่ยน  ไล่น่อง สะโพก หลัง คนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสิบที ส่วนใหญ่พวกนักโทษโดนคดีหลบหนีเข้าเมืองทั้งนั้น ตีเสร็จก็พาเข้าคุก มาถึงพวกเราเขาเรียก ‘ฮาซัน ซอและ’ ไปก่อน พอดีไปเจอคนตัดสินโทษมีเชื้อสายปัตตานี สมัยพ่อไปอยู่ได้สัญชาติและเป็นข้าราชการซาอุดี้ พอแกเห็นชื่อ ‘ฮาซัน ซอและ ปัตตานี’ แกเลยถามว่าเป็นคนที่ไหน ฮาซันบอกว่าปัตตานี แกก็บอกว่าสมัยปู่ของแกเป็นคนปัตตานี คนกรือเซะ แกก็เลยช่วยโดยการอ่านคำพิพากษาว่า นายฮาซัน ซอและ ปัตตานีและพวกรวม 6 คนมาอาศัยมัสยิดฮารอมเพื่อศึกษาศาสนา จึงไม่มีความผิด เราจึงได้รับการปล่อยตัวกันไปไม่ต้องถูกเฆี่ยนสักคน พวกนิโกรมันก็หมั่นไส้กันอีก(หัวเราะ) ศาลบอกให้เราหาคนสัญชาติซาอุดี้มาเป็นนายประกัน เราไปได้คนกลันตัน(มาเลเซีย –ผู้เขียน)ที่มีสัญชาติซาอุดี้มาค้ำประกันให้ แกชื่อ ‘นายอับดุลเลาะ’ แต่เงื่อนไขของการประกันนี้บอกว่าอยู่ได้สิบเอ็ดวันแล้วต้องหาทางกลับบ้านให้ได้ เราอยู่เฉยๆ กันจนครบสิบเอ็ดวันก็มีหมายศาลมาถึงนายอับดุลเลาะ แกต้องพาเราไปขอประกันต่ออีก ค่าใช้จ่ายครั้งหนึ่งเป็นร้อยๆ เหรียญ พอต่อสองสามครั้งแกก็ไม่ยอมไปต่อประกันให้เราอีกเพราะกลัวเราหนี ซึ่งแกจะต้องรับโทษ และแกต้องมาเฝ้าเราตลอดไม่ให้ไปไหน เลยจะพาเราไปคืนประกัน จนพวกเราได้ ‘บังมูซา’ คนเชื้อสาย อ.สะเดา จ.สงขลา มาแนะนำว่าให้เราซื้อตั๋วเครื่องบินไปปากีสถาน แล้วแกจะเอาตั๋วไปให้ที่ศาลพิจารณาก่อน ศาลได้บันทึกไว้ว่าเราได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว โทษทุกอย่างยกเลิกหมด ซึ่งตั๋วเครื่องบินนั้น บังมูซาเอาไปให้เพื่อนแกเดินทาง”

รวมห้วงเวลาที่โต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มติดคุกอันร้อนระอุกลางทะเลทรายเป็นเวลา 1 เดือน เว้นแต่เพื่อนชื่อ ‘ชารีฟ’ ที่สารภาพก่อนกลับคำให้การในชั้นศาลว่ามีลูกเมียแต่อยู่ที่เมืองไทยซึ่งต้องโทษต่อไปอีก 3 เดือน รวมทั้งสิ้น 4 เดือน

รับประสบการณ์ต้องโทษในคุกต่างแดนก่อนพ้นโทษออกมา โต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มก็อยู่ที่เมืองเมกกะต่ออีก 3 ปี ก็ตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน แต่เหตุผลที่บาบอวัยชราบอกในวันนี้นั้น….

“ผมมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง มีคนชื่อมูฮัมหมัดชารีกีรฺ คนอาหรับมาชอบผู้หญิงคนไทยที่เดินทางไปอยู่ในหอพักให้เช่าหลังเดียวกันกับผม เธออยู่กับญาติ มูฮัมหมัดชารีกีรฺมาชอบ เลยมาขอผู้หญิงคนนั้น แต่พี่ชายเขาไม่ให้มันเลยโกรธ เพราะพี่ชายเป็นเพื่อนกับเรา มันจึงเข้าใจว่าเราห้ามไม่ให้พี่ชายของผู้หญิงยกน้องสาวให้มัน มันขู่ว่าจะเอาตำรวจมาจับเรา เราก็อยู่ไม่ได้ จึงตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า”

การตัดสินใจกลับบ้านเกิดแม้มาจากเหตุผลของคนที่มีชนักเรื่องการเดินทางเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่หากย้อนกลับไปวันนั้น โต๊ะครูอับดุลมาลิกบอกว่าไม่เสียใจ และไม่เสียดาย เพราะความตั้งใจเรื่องการไปหาความรู้ด้านศาสนาและวิทยาการแขนงต่างๆ ใจกลางนครเมกกะบรรลุตามเป้าประสงค์ อย่างน้อยที่สุด เขาก็ได้ลงมือทำอย่างที่มุสลิมคนหนึ่งพึงกระทำ ซึ่งห้วงเวลาเกือบเต็มทศวรรษก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

“เพียง 3 เดือนเท่านั้นก็จะครบ 10 ปี ผมว่าก็นานครัน” โต๊ะครูอับดุลมาลิกกล่าวทิ้งท้าย ก่อนแสงอาทิตย์ร้อนแรงเหนือคลื่นทะเลทรายในดวงตาจะค่อยๆ พร่าเลือน

คลื่นทะเลสีฟ้าครามกำลังรอโต๊ะครูอับดุลมาลิกวัยหนุ่มอยู่ที่บ้านเกิด พร้อมเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้รู้ล่วงหน้า

-นอกจากอัลลอฮ์.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

Up ↑

%d bloggers like this: